นายขนมต้ม : ยอดคนเหนือตำนาน นวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ โดย คมทวน คันธนู (ตอนที่ ๑๗)


"....การที่คมทวน คันธนู ริเริ่มแต่งนวนิยายอิงประวัตินายขนมต้มนั้น นับเป็นความคิดอย่างใหม่ที่พึงสนใจแก่ผู้ใฝ่รู้ อาศัยที่ผู้แต่งเป็นกวี เมื่อเขียนนวนิยายก็อดพกความเป็นกวีติดมาด้วยไม่ได้ การบรรยายด้วยสำนวนโวหารจึงฟังรื่นหู มีอลังการของภาษาที่ประณีตแต่งขึ้นด้วยความสุขุมและความตั้งใจเป็นสำคัญ"

ดร. นพพร สุวรรณพานิช

"This is the best Thai novel I've read so far this year."

Gap-Bangkok Post

"เอ็งจำไว้นิสัยนักรบเมื่อได้สดับกลองศึกรัวหนึ่ง

วิสัยอิสตรีผู้เห็นอาภรณ์หนึ่ง

และวิสัยเด็กที่อยู่ใกล้ขนมหวานหนึ่ง

ไม่มีใครอดใจได้"

ตอนที่ ๑๗

บ้านป่าโมก มีประวัติผ่านการจารึกสำคัญอย่างน้อยก็สองครั้ง ครั้งแรก คราสมเด็จพระนเรศวรฯ ยกทัพยาตรามาตั้งทัพชัย ณ บ้านนี้ ก่อนเสด็จทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา เมื่อวันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีเถาะ ศักราช ๙๕๔ (พ.ศ. ๒๑๓๕)

ครั้งสอง คราชะลอพระนอนเพื่อหนีน้ำเซาะตลิ่ง ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ณ วัดตลาด (วัดป่าโมกใต้) เมื่อปีมะเมีย ศักราช ๑๐๘๘ (พ.ศ. ๒๒๖๙)

จากนั้น ผู้คนที่อยู่แลสัญจรก็เป็นปกติในความสงบสุขตามวิสัยไม่มีเหตุอันใดมาแผ้วพานให้แปรเปลี่ยน

ทางคุ้งเหนือ มีครูดาบชื่อกระฉ่อนอยู่ผู้หนึ่งคือ ครูเสาร์กับลูกสาวหน้าตาคมขำชื่อ จักจั่น และลูกชายชื่อเทียบ พร้อมด้วย นางเภา ผู้เป็นเมีย ค่ายดาบของครูเสาร์มีลูกศิษย์ลูกหาไม่ขาดมือ

ส่วนทางคุ้งใต้ มีครูมวยชื่อ ทองอยู่ ปักหลักตั้งค่ายมวยมาแต่เดิม บัดนี้กิตติศัพท์ของสำนักกำลังถูกความงามของลูกสาวชื่อ มะขาม บดบังด้วยสาวเจ้าเพิ่งแตกเนื้อหนังปลั่งเปล่งเป็นที่หมายปองของหลายหนุ่ม ทั้งที่รู้ว่า นางยม ผู้เป็นแม่มีปากร้ายยิ่งกว่าใบตำแย ครั้นเพลาชายบ่าย ขนมต้มกับเจ้าดำก็มาถึงถิ่นหมาย เพียงออกปากถามถึงชื่อนายทองอยู่ครูมวยกับนายเสาร์ครูดาบครั้งเดียวก็แจ้งใจ

บ้านครูทองอยู่ อยู่ใกล้ก่อน ขนมต้มกับเจ้าดำจึงมุ่งพบเป็นลำดับแรก

ขณะนั้นครูทองอยู่กำลังฝึกหัดศิษย์สี่ห้าคนกลางลานพอดี เมื่อเห็นหนุ่มแปลกหน้ามายืนเมียงมองอยู่ก็สงสัยครามครัน จึงผละเดินตรงมาไม่รั้งรอ หน้าตาบูดบึ้งด้วยคิดว่ามาเกาะแกะลูกสาว

“เอ็งมาหาใครวะอ้ายหนุ่ม?”

“ฉันเดินทางมาไกลจ้ะ?”

เจ้าดำตอบทันที แต่กลับทำให้ครูมวยป่าโมกขุ่นมัวยิ่งขึ้น

“ข้าไม่ได้ถามว่าเอ็งมาจากไหน...เอ็งมาหาใคร? หา...”

“ฉันมาหาน้าชื่อทองอยู่จ้ะ”

ขนมต้มตอบบ้าง คราวนี้ครูมวยเป็นฝ่ายเลิกคิ้ว

ทองอยู่ไหนวะ? มันมีตั้งหลายทองอยู่ ข้าก็ชื่อทองอยู่ แต่ไม่มีหลานสักคนเลย เอ็งถ้าจะมาผิดเรือนแล้วกระมัง”

เจ้าดำมองหน้าเพื่อนมันเห็นท่าทางกระอึกอักก็สงสารจึงคิดช่วย

“ก็ทองอยู่ ที่อยู่ป่าโมกไงล่ะน้า”

“บา! เอ็งสองคนนี่วอนเสียแล้ว ข้าบอกไปแหม็บๆ ว่าทองอยู่มีเหลือแหล่ เอ็งไปหาเอาข้างหน้าเหอะ”

ขนมต้มยกมือไหว้ปลก

“อย่าเพ่อโกรธเลยจ้ะ ฉันมาจากบ้านกุ่ม มาหาน้าชื่อทองอยู่จริงๆ ฉันเองก็รู้แค่นี้แหละ”

ครูมวยแห่งป่าโมก มองดูขนมต้มด้วยพึงใจในความอ่อนน้อมและรู้สึกสะดุดหู

“บ้านกุ่มรึ พ่อเอ็งชื่อใด?”

“ชื่อเกิดจ่ะ”

“เกิด....เอ...เกิดไหนวะ...เอ๊ะเดี๋ยวข้าลองถามเมียข้าดูให้ถี ดูเหมือนว่ามันจะมีพี่สาวอยู่บ้านกุ่มคนหนึ่ง”

 

นายทองอยู่ตะโกนร้องเรียกเมียเสียงลั่น วงฝึกมวยของครูทองอยู่หยุดกึกลงทันใด พร้อมกับมองดูเจ้าหนุ่มต่างถิ่นด้วยกิริยาไม่สบอารมณ์

“ยมโว้ย....ยม”

หญิงวัยกลางคนกระเดียดไปทางเจ้าเนื้อ หน้าบอกบุญไม่รับโผล่ร่างออกมา ปากเคี้ยวหมากหยับๆ ป้องหน้า

“มีอะไรกันหือ ถึงตะโกนเป็นกลองแตก?”

“มีคนเขามาถามหาญาติ ชื่อเดียวกับฉัน มันบอกว่าเป็นลูกอ้ายเกิดบ้านกุ่ม เอ็งลองเจรจาดูซิ”

นางยมย้ายตัวมา ปากบ่นพึมพำ

“ฮู้ย! ยุ่งจริง ทำไมไม่ถามมันด้วยล่ะว่าแม่มันชื่ออะไร?”

“เออ จริงฉันลืมไป”

“แม่ฉันชื่ออี่จ้ะ”

ขนมต้มตอบโดยไว เมื่อหูจับความได้เท่านั้นเองนางยมก็อุทานก้อง

“ฮะ พี่อี่ เมียพี่เกิด ลูกสาวชื่ออีเอื้อยใช่ไหม?”

ขนมต้มโล่งอกดังยกภูเขาออก

“ใช่จ้ะ พี่สาวฉันชื่อเอื้อย”

นางยมหน้าแย้มบานเป็นดอกบัว ครูทองอยู่ชักแครงใจขึ้นมาอีกเจ้าดำยิ้มเผล่

“แล้วพวกมันมาด้วยรึเปล่า?”

ขนมต้มก้มหน้านิ่ง เจ้าดำจึงตอบแทน

“พ่อแม่และพี่สาวของมันตายหมดมานานปีแล้ว”

นางยมสะดุ้งเฮือก ร้องเสียงหลง จนทำให้สาวน้อยนางหนึ่งถลันออกจากบนเรือนด้วยความตกใจ แต่แล้วก็รีบผลุบเข้า

ครูทองอยู่จึงบอกเลิกฝึกมวย ประคองเมียที่หน้ามืดหมดแรงเข้าใต้ถุนบ้าน

“เอ็งสองคนตามเข้ามาด้วย”

 

แล้วเหตุการณ์แต่หนหลังก็ถูกลำดับความโดยขนมต้ม ผู้อาวุโสทั้งสองนิ่งฟังด้วยใจจดจ่อ แลดูคนเล่าไม่วางตา

“พี่เกิด พี่อี่อายุสั้นนัก คอยดูนะหากมีช่อง ข้าจะฆ่าอ้ายพม่าไถ่หนี้ให้ยับ”

ครูทองอยู่พูดพลางกัดฟันกรอด จนขนมต้มที่มีใจเจือเศร้าอดยิ้มในท่าทางเอาจริงนั้นไม่ได้

“เอ็งรู้จักกับน้องเอ็งสักหน่อยเถอะ" นางยมแทรกคำพูดขึ้นร้องเรียกลูกสาวสียงคับบ้าน

“มะขามโว้ย อีมะขาม”

ครู่หนึ่งสาวน้อยหน้าแฉล้มก็นวยนาดลงมา หน้าสวยหงุบเง้า

“แหม! แม่นี่ ตะโกนยังกะไล่ช้าง”

พลันสาวเจ้ายืนตระหนก ด้วยพบว่ามีหนุ่มแปลกหน้า ๒ คน คนหนึ่งผิวคล้ำ อีกคนหนึ่งสงบเสงี่ยมแต่จ้องมันจนสะท้อน ขนมต้มตะลึงงัน อีกระถินที่ว่าสวยบาดตายังเป็นรองสาวเจ้านามมะขามนางนี้หลายส่วนนัก

“เอ้า ไหว้พี่เค้าซะ” นางยมเตือนเสียงดัง สาวเจ้ากระพุ่มมือชดช้อย แต่ปากไม่วายเอื้อน “พี่ฉันแต่ครั้งไหนล่ะ?”

“ครั้งไหนก็ช่างเหอะ เอ็งอย่าช่างเจรจานัก นี่เพื่อนของมัน”

สาวเจ้าหน้าไม่หายงอ หันมาไหว้เจ้าดำอย่างเสียไม่ได้ ครูทองอยู่จึงพูดกับลูกของพี่เมียต่อ

“ลูกข้าติดเอาแต่ใจตัวอย่างนี้แหละ เอ็งอย่าถือสา”

ขนมต้มไม่วายอดชำเลืองดูลูกพี่ลูกน้องของตน

“ฉันมานี่ตั้งใจว่าจะมาฝึกมวย เป็นโชคของฉันที่น้าเป็นครูมวย”

“เอ็งไม่เสียความตั้งใจ ข้ายินดีรับเอ็งไว้เป็นศิษย์”

ครูทองอยู่หันมาทางเจ้าดำ กระแอมเบาๆ เมื่อเห็นมันจ้องมะขามที่บรรจงจีบพลูยื่นให้นางยม

“แล้วเอ็งล่ะ?”

เจ้าดำสะดุ้งโหยงคล้ายถูกตัวต่อต่อย มันยิ้มแหยๆ

“แฮ่! ฉันตั้งใจจะมาเรียนดาบกับครูเสาร์จ้ะ”

“อ้อ! แปลกโว้ย อ้ายนี้เรียนดาบ อ้ายนั่นฝึกมวย ทำไมไม่เรียนเหมือนๆ กันล่ะหวา”

“มวยฉันพอเป็นแล้ว แต่ดาบฉันยังไม่ค่อยคล่อง”

“ขนมต้มล่ะ?”

“ฉันฝึกหัดหนักมาทางเพลงมวยอย่างเดียว”

 

ครูทองอยู่ผงกหัว แล้วดุลูกสาวคนสวยเบาๆ

“จุ้ย! อีมะขาม เอ็งขันอะไรหนักหนา หน้าบานเป็นกระด้งฝัดข้าวเชียว”

สาวเจ้าตอบขวับ

“ก็พ่อไม่ขำหรือไรเล่า คนอะไรไม่รู่ชื่อขนมต้ม ชื่อน่ากินจัง”

“ชื่อเอ็งก็น่าจิ้มน้ำพริกหยอกอยู่เมื่อไหร่”

ขนมต้มโต้ตอบทันปาก มะขามหน้าคว่ำลุกขึ้นเดินกึงๆ ไปบนเรือน ทองอยู่สั่นหัวช้าๆ นางยมพูดทั้งที่ปากไม่ยอมคายหมาก

“เอ็งอย่าถือความกับมันนา นิสัยมันติดขี้งอน แต่มันก็ไม่บกพร่องอย่างอื่น”

“เอ็งไม่ต้องแจงสรรพคุณลูกสาวให้มากดอกวะ ไปจัดหับจัดห้องให้หลานมันหน่อย ข้าจะคุยกับมันอีกกะเดี๋ยว”

หญิงเจ้าเนื้อย้ายตัวออกจากวงเจรจา ด้วยเหตุที่ไม่มีลูกชายจึงทำให้เกิดความรู้สึกเอ็นดูเด็กหนุ่มขึ้นมาทีละน้อยๆ นางลูบหลังลูบไหล่ขนมต้มไปมา

“พี่อี่บุญน้อยนัก ข้าเองก็ไม่เฉลียวใจเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ ใกล้เกลือกินด่างเสียจริงๆ เอ็งถือว่านี่เป็นเหมือนบ้านอย่าได้เกรงใจ สำหรับอีมะขามหากหนักนิดเบาหน่อยอะไรก็เว้นโทษมันเสียบ้าง"

ขนมต้มแทบจะลุกขึ้นกราบเท้าผู้เป็นน้องแม่ มันยิ้มตื้นตัน

“จ้ะ”

 

Statistics

Recent posts