บ๊อช: ความปลอดภัยบนท้องถนนถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน วิสัยทัศน์แห่งเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ช่วยลดอุบัติเหตุ ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่


ปี 2560 ประเทศไทยขึ้นแท่นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนสูงที่สุดในโลก และรั้งอันดับที่ 12 ของประเทศที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุด บ๊อชลงทุนอย่างจริงจังด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ช่วยปกป้องชีวิต การดำเนินการอย่างยั่งยืนจากทุกภาคส่วน จำเป็นต่อการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ สำหรับภูมิภาคอาเซียน จากสถิติผู้เสียชีวิตบนท้องถนนกว่า 1.2 ล้านรายทั่วโลกในแต่ละปี โดยประมาณการณ์ว่า เฉพาะในภูมิภาคอาเซียน อาจมีผู้เสียชีวิตถึง 120,000 ราย สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจึงได้รณรงค์การสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างจริงจัง โดยประกาศให้ พ.ศ. 2554 – 2563 เป็น "ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน (Decade of Action for Road Safety)"

ในเดือนพฤศจิกายน 2560 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนที่สูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ แซงหน้าลิเบียที่เป็นอันดับหนึ่งในปีก่อนหน้า โดยอุบัติเหตุบน ท้องถนนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเทศกาลต่างๆ อาทิ เทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากความหนาแน่นของการจราจร

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รายงานสถิติการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์อย่างเป็นทางการว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิต 418 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 3,800 ราย ในช่วงเฝ้าระวังเจ็ดวันอันตราย

เทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติ โดยถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยที่เต็มไปด้วยสีสันของการเฉลิมฉลองและการเดินทาง ช่วงเวลาของเทศกาลนี้ถูกจัดอยู่ใน "ช่วงเจ็ดวันอันตราย" ซึ่งคนไทยนิยมเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนาน ทั่วประเทศ และมีการเดินทางกลับสู่มาตุภูมิเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้น

จากรายงานอุบัติเหตุทั้งหมดในช่วงสงกรานต์ในปีนี้ พบว่า ร้อยละ 40 ของอุบัติเหตุ มีสาเหตุ มาจากการขับขี่ขณะมึนเมา ในขณะที่ร้อยละ 26 มาจากการขับขี่ด้วยความเร็วเกินกำหนด สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่อันดับ 5 ของโลก โดยผลิตได้ราว 1.8 ล้านคัน ในปี 2560 จึงไม่น่าแปลกใจที่ราวร้อยละ 80 ของอุบัติเหตุบนท้องถนนเหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น ความปลอดภัยบนท้องถนนต้องมาก่อน

"การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมาก" มร.มาร์ติน เฮยส์ ประธานภูมิภาคบ๊อชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว "บ๊อชลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือชีวิตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วยการคิดค้นผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ต่างๆ ที่ช่วยให้การสัญจรบนท้องถนนและตัวยานยนต์มีความปลอดภัยมากขึ้น" มร.เฮยส์ กล่าวเสริม

หนึ่งในนวัตกรรมที่บ๊อชเป็นผู้บุกเบิก ได้แก่ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-Lock Braking System หรือ ABS) ซึ่งเปิดตัวในปี 2521 สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และเปิดตัวอีกครั้งใน ปี 2538 สำหรับรถจักรยานยนต์ โดยระบบเบรก ABS จะป้องกันไม่ให้ล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดเทคโนโลยีนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การพัฒนาระบบควบคุมการทรงตัว Electronic Stability Program (ESP(R)) เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งสามารถป้องกันรถลื่นไถลหรือการสูญเสียการควบคุม ถือเป็นการเสริมสมรรถนะด้านความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยม จนถึงวันนี้ ร้อยละ 74 ของยานยนต์รุ่นใหม่ทั่วโลก ล้วนติดตั้ง

ระบบ ESP(R) ซึ่งช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้มากกว่า 260,000 เหตุการณ์ ในทวีปในยุโรป (ในปี 2557)

เทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ช่วยลดอุบัติเหตุด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

ประมาณร้อยละ 90 ของอุบัติเหตุต่างๆ เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น ความผิดพลาดในการตัดสินใจ การประเมินความเสี่ยงในสถานการณ์คับขันต่างๆ หรือการที่คนขับมีปฏิกิริยาตอบสนองช้าเกินไปหรือตอบสนองไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ บ๊อชจึงใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญจากการศึกษาด้านอุบัติเหตุ เพื่อพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ซึ่งพร้อมสรรพด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ อาทิ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ รวมทั้งระบบเตือนมุมอับสายตา ซึ่งช่วยเหลือผู้ขับขี่ในสถานการณ์คับขันต่างๆ โดยระบบเหล่านี้ครอบคลุมการตอบรับต่อสถานการณ์การขับขี่ในชีวิตประจำวันที่มีความหลากหลาย นับเป็นก้าวย่างสำคัญที่นำไปสู่อนาคตของการขับเคลื่อนที่ช่วยลดอุบัติเหตุและคลายความความกังวลให้น้อยลง

การจราจรที่ติดขัดอย่างหนักเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการชนท้าย สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียน กรุงเทพฯ รั้งอันดับที่ 12 ของเมืองที่มีการจราจรติดขัดที่สุดในโลก ส่งผลให้ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรถชน ทั้งนี้ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Automatic Emergency Brake - AEB) ซึ่งอาศัยการทำงานของเครือข่ายเซ็นเซอร์ในระบบ ESP(R) จะช่วยวิเคราะห์สภาพการจราจรและตรวจจับระยะเมื่อเข้าใกล้ยานยนต์ซึ่งกำลังเคลื่อนที่หรือหยุดนิ่ง จากนั้นจะสั่งงานระบบเบรกบางส่วนเพื่อลดความเร็วลง ในกรณีที่ผู้ขับยังไม่มีการตอบสนอง ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติจะเบรกเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนท้าย ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้ ระบบจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อลดแรงปะทะให้เกิดความเสียหายกับยานยนต์น้อยที่สุด และลดความรุนแรงที่อาจทำให้ผู้ขับและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ

ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Support -LKS) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถบังคับรถให้อยู่ในช่องทาง โดยใช้กล้องวิดีโอระบุเส้นแบ่งเลนที่อยู่ด้านหน้ายานยนต์ และสามารถระบุได้มากที่สุด 4 ช่องทางแม้อยู่ในสภาวะทัศนวิสัยต่ำ โดยระบบจะแทรกแซง

การควบคุมพวงมาลัยเพื่อบังคับรถให้อยู่ในช่องทาง นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถยกเลิกการแทรกแซงของระบบได้โดยเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว แสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้แล้ว

การศึกษาต่างๆ ระบุว่า ทัศนวิสัยจะดีที่สุดเมื่อรถยนต์หยุดนิ่ง ขณะขับเคลื่อนด้วยความเร็ว วิสัยทัศน์ของผู้ขับจะอยู่ที่ด้านหน้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะลดพิสัยการมองในทิศทางโดยรอบไปโดยปริยาย ส่งผลให้ความสามารถของผู้ขับขี่ในการประเมินสภาวะรอบด้านลดลง โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจ เช่น การเปลี่ยนช่องทางเดินรถ จึงเป็นที่มาของระบบเตือนมุมอับสายตา (Side View Assist – SVA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ blind spot technology ที่สามารถระบุตำแหน่ง

อับสายตาจากมุมของผู้ขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ และแสดงสัญญาณเตือนบนกระจกข้าง สำหรับรถจักรยานยนต์ การเตือนจะเป็นในรูปแบบสัญญาณแสงใกล้กระจก นอกจากนี้

ตัวเซ็นเซอร์อัจฉริยะยังสามารถจำแนกประเภทวัตถุที่ตรวจจับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการส่งสัญญาณหลอก ระบบเตือนมุมอับสายตานี้ มีการระบุไว้ในข้อบังคับขององค์กรทดสอบความปลอดภัยของรถยนต์ใหม่แห่งอาเซียน (ASEAN New Car Assessment Program: NCAP) พ.ศ. 2560 - 2563 ในประเภทเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย และเป็นหนึ่งในข้อกำหนดเพื่อพิจารณาให้คะแนน

ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน

รายงานในปี 2561 โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายแก่ประเทศต่างๆ ประมาณร้อยละ 3 ของจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และคาดการณ์ว่า หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขอย่างยั่งยืน อุบัติเหตุทางถนนจะกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับเจ็ดภายในปี 2573 อย่างแน่นอน

"บ๊อชเชื่อว่า ความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เราพยายามเรียกร้องให้มีการพูดคุยและประสานความร่วมมือจากทั้งภาครัฐฯ แวดวงวิทยาศาสตร์ องค์กรไม่แสวงผลกำไร แวดวงอุตสาหกรรม และสาธารณชนทั่วไปให้มากขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยีที่

ล้ำสมัยต่างๆ ในปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับทุกคน เราทุกคนต่างมีความรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาภูมิภาคอาเซียนสู่การปลอดอุบัติเหตุ

บนท้องถนน ซึ่งบ๊อชเองก็พร้อมให้การสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่" มร.เฮยส์ กล่าวสรุป

เกี่ยวกับธุรกิจโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน (Mobility Solutions)

ธุรกิจโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน เป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของบ๊อช จากตัวเลขเบื้องต้น บริษัทสร้างยอดขายจากกลุ่มโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน กว่า 47.4 พันล้านยูโรในปี 2560 หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของยอดขายรวมทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าบ๊อชคือหนึ่งในผู้นำด้านส่วนประกอบยานยนต์ ธุรกิจโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน มุ่งสร้างวิสัยทัศน์แห่งการขับเคลื่อนที่ปลอดอุบัติเหตุ ไร้มลภาวะ และไร้กังวล โดยผนวกความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน ได้แก่ ระบบอัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ เพื่อตอบโจทย์โซลูชั่นส์ที่ครบวงจรให้แก่ลูกค้า โดยเน้นในด้าน เทคโนโลยีระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงและส่วนประกอบรอบนอกของระบบส่งกำลังสำหรับเครื่องยนต์ชนิดเผาไหม้ภายใน โซลูชั่นที่หลากหลายสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัยของยานยนต์ ฟังก์ชั่นช่วยการขับขี่และระบบอัตโนมัติต่างๆ เทคโนโลยีสาระบันเทิงที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ รวมถึงเทคโนโลยีการสื่อสารกันระหว่างยานยนต์ด้วยกัน และยานยนต์กับโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง อีกทั้งการวางคอนเซ็ปต์ของอู่ซ่อม เทคโนโลยีและการให้บริการอะไหล่แท้ บ๊อชเปรียบเสมือนตัวแทนของนวัตกรรมยานยนต์ที่สำคัญ อาทิ การจัดการเครื่องยนต์ไฟฟ้า ระบบ ESP ซึ่งช่วยลดการลื่นไถล และเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล

เกี่ยวกับกลุ่มบ๊อช

กลุ่มบริษัทบ๊อช ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก มีพนักงานทั่วโลกกว่า 402,000 คน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560) ในปี 2559 บริษัทมียอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า 78.1 พันล้านยูโร โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจสำคัญได้แก่ กลุ่มโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน กลุ่มเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร ในฐานะผู้นำทางด้าน IoT (Internet of Things) บ๊อชนำเสนอนวัตกรรมแห่งโซลูชั่นส์เพื่อบ้านอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ยานยนต์ และ อุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมต่อถึงกัน ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเซนเซอร์ ซอฟท์แวร์ และการให้บริการ รวมถึงไอโอทีคลาวด์ของบ๊อชเอง เราจึงสามารถให้บริการโซลูชั่นส์ที่เชื่อมต่อแบบข้ามโดเมนได้เบ็ดเสร็จจากแหล่งเดียว เป้าหมายกลยุทธ์ของเรา คือการส่งมอบนวัตกรรมและสร้างแรงบันดาลใจเพื่อชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกัน ผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดได้รับการออกแบบมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการเสนอคำตอบที่ล้ำสมัยและเป็นประโยชน์ที่นับได้ว่าเป็น "เทคโนโลยีเพื่อชีวิต" กลุ่มบ๊อช ประกอบด้วยบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช และบริษัทในเครืออีกกว่า 440 บริษัท รวมถึงสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศต่าง ๆ อีกกว่า 60 ประเทศ หากรวมบริษัทคู่ค้าผู้จัดจำหน่ายและให้บริการต่าง ๆ ทั้งส่วนการผลิต งานวิศวกรรม และเครือข่ายด้านการขาย บ๊อชครอบคลุมอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลก เพราะพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายตัวในอนาคตของบริษัทขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม บริษัทจึงมีพนักงานในส่วนการวิจัยและพัฒนากว่า 64,500 คน ในศูนย์วิจัยกว่า 125 แห่งทั่วโลกในปัจจุบัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: www.bosch.com, www.iot.bosch.com www.bosch-press.com, twitter.com/BoschPresse