พราน:นวนิยายแนวสัจจะนิยมเกรียมกรมประสบการณ์แกร่งกร้าน วิชาชีพ. โดย คมทวน คันธนู (ตอนที่ ๑.๔)


พราน

ตอน ๑.๔

อาชีพพรานของผมยังคงล่าเจ้าตัวความเลวร้ายในสังคมไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยปืนปากกาที่บรรจุกระสุนอุดมการณ์ทำงาน แม้ว่าสังคมทุกวันนี้จะเล็งเห็นว่ากระสุนชนิดนี้ด้านและโบราณแล้ว

 

เงินที่ออมไว้สำหรับย้ายที่อยู่ใหม่พร่องลงรวดเร็วราวแอ่งน้ำในหน้าแล้ง ลุงเสริฐกลายเป็นคนเงียบเหงา วันแล้ววันเล่าที่เวลาเคลื่อนไปอย่างไร้ความหมายและไร้ความหวังสำหรับคนตกงานสองคน ราวกับชีวิตเป็นสิ่งไม่มีค่า

อุเบกข์เตร็ดเตร่เหมือนกอสวะที่ปล่อยตัวเองไหลล่องตามน้ำสุดแต่กระแสเชี่ยวจะพัดพาไป ในแต่ล่ะนาทีหัวใจอันรุ่มร้อนกำลังถูกความว่างเปล่ากัดกินโดยเลือดเย็น ทุกเช้าเขาจะเข้าไปหอสมุดฯ อ่านหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ และไม่เคยละเลยช่องโฆษณาย่อยที่บอกข่าวสารสารพัดตั้งแต่ขายที่ดินเป็นพันๆไร่ จรดประกาศรับสมัครนักเรียนขายเอ็นไซโคลปิเดีย แต่ไม่เคยมีช่องสำหรับงานอาชีพหนังสือพิมพ์เลย

หอสมุดฯ สถานที่ค้นคว้าตำรับตำรา สถานที่เพื่อความสงบเงียบและสถานที่เพื่อคนตกงานอย่างเขา จึงกลายเป็นแหล่งระบายความอัดอั้นกลัดกลุ้มให้อุเบกข์ได้พอประมาณ

ตกสายวันหนึ่งขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินดุ่มก้มหน้าก้มตาอยู่ริมบาทวิถีนั้น มือลึกลับเอื้อมมายันบ่าไว้ค่อนข้างรุนแรง เจ้าของมือละล่ำละลักพูด

“เฮ้ย! อ้ายเสือ”

อุเบกข์เหลียวกลับ นายอิทธิเดชนั่นเอง หมอนั่นยิ้มกว้างขวาง

“อ้ายห่ะ ข้าโทรศัพท์ตามหาเอ็งไปที่ “อุดมคติ” หลายหนมีแต่คนเขาบอกว่าเอ็งออกแล้ว จริงหรือนี่?”

อุเบกข์พยักหน้ารับ

“มาเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิวะ วันนี้ข้าอยู่ในช่วงพักร้อนเว้ย นี่ว่าจะมาซื้อของขวัญวันเกิดให้เมียเค้า รถข้าจอดอยู่ฝั่งโน้นแน่ะ หาอะไรกินกันหน่อยสิ”

อุเบกข์สั่นหัวขยับปากจะพูด อิทธิเดชส่ายหัวเดียะ

“เอาอีกแล้ว เอ็งนี่เลิกทำตัวเป็นคนสันโดษขี้เกรงใจเสียที ไม่คบเพื่อนแล้วจะคบใครวะ”

อุเบกข์จึงจำใจเดินข้ามถนนตามไปอย่างเสียไม่ได้ เมื่ออยู่ในรถนายอิทธิเดชเป็นฝ่ายคุยไม่หยุดปาก จับใจความได้ว่าขณะนี้ตำแหน่งงานของเขาคือผู้ช่วยสมุห์บัญชี และย้ายสาขาจากหัวลำโพงมาอยู่นนทบุรึ พอรู้เรื่องที่ออกจากงานหนังสือพิมพ์ นายอิทธิเดชก็ทำปากจิ๊กจั๊ก

“ยังดีนะที่เอ็งยังไม่มีเมียมีลูก ดูข้าสิทำงานทั้งผัวทั้งเมียยังแทบไม่พอกิน ลูกมันกำลังโตๆทั้งนั้น ไหนจะต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน”

แต่อุเบกข์จับได้ว่าน้ำเสียงนั้นมีความภาคภูมิใจแอบแฝงอยู่

“ทำไมไม่คิดหาเมียมาเลี้ยงสักคนวะ”

อุเบกข์เมินหน้าตอบเสียงอู้อี้

“ตัวเองยังเอาไม่รอด แล้วอีกอย่างผู้หญิงสมัยนี้ถ้าไม่มีเงินมีหรือที่จะยอมง่ายๆ”

หมอนั่นชำเลืองมาแวบหนึ่ง ก่อนที่จะเหยียบคลัทซ์กดคันเร่งให้รถเลื่อนไหลออกตามคันหน้าที่ติดไฟแดงมานาน

“เอ็งไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น หน้าตาเอ็งก็เข้าทีพอไปวัดได้ไม่อายพระ เอ็งควรหาเศรษฐีนีหรือแม่ม่ายมีเงินสักคนสองคนมาประคับประคองฐานะเพื่อเอ็งจะทำงานตามใจชอบได้”

อุเบกข์หัวเราะดังฟังเรื่องขันเต็มประดา

“ทุเรศว่ะ เราไม่ยอมสิ้นคิดถึงขนาดนั้นหรอก การหลับนอนกับใครสักคนหนึ่งอย่างน้อยควรจะมีความพึงใจให้กันประการแรก และไม่ตักตวงเอาแต่ฝ่ายเดียวไม่ว่ากรณีใดเป็นประการต่อมา”

คราวนี้นายอิทธิเดชเป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง หน้าตาไร้ทุกข์หมองยิ้มพรายตลอดเวลา พลางฮัมเพลงในลำคอเบาๆ อุเบกข์กระหวัดนึกไปถึงผู้หญิง 2 คนที่เกือบแผ้วผ่านชีวิตเขาให้เขว

  รถทัวร์จากท่ากรุงเทพฯ ออกเดินทางเมื่อเวลาสี่ทุ่มมาถึงอำเภอแม่สอดเอาย่ำรุ่ง อุเบกข์เป็นคนอาสาทำข่าวเรื่องกองกำลังอิสระกะเหรี่ยงปะทะกับทหารรัฐบาลพม่าตามแนวแถบชายแดนแทบจะทุกวัน บ่อยครั้งที่ลูกกระสุนปืนจะข้ามฝั่งแม่น้ำเมยซึ่งกั้นแบ่งเขตไทยพม่าตลอดความยาว

อุเบกข์จำได้ว่าเพื่อนคนหนึ่งมาเป็นปลัดอำเภออยู่ที่นี่ ดังนั้นในช่วงเวลาเช้าเขาตระเวนถ่ายรูปเมืองแม่สอดชีวิตผู้คนก่อนพอได้จังหวะจึงแวะหาปลัดอำเภอคนที่ต้องการพบตัว

เพื่อนของเขามีราชการด่วนต้องเข้าหาผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งแต่เมื่อวาน ซึ่งเสมียนอำเภอบอกเรื่องก็ไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อใดอุเบกข์ยึนคว้างเคว้งแหล่งข่าวและตัวจักรกลสำคัญที่จะพาเขาข้ามฝั่งไปเสาะข่าวไม่อยู่เสียแล้ว ชายหนุ่มสูดลมเข้าปอดลึกเมื่อตัดสินใจเด็ดขาดที่จะต้องก้าวต่อท้อถอยไม่ได้ เขาเพียงแต่ทิ้งโน้ตสั้นๆ ถึงเพื่อนปลัดอำเภอว่ามาถึงแม่สอดเรียบร้อยและจะอยู่ทำข่าวอีก 2-3 วัน จุดแรกที่เขาตรงดิ่งไปคือข้ามแม่น้ำเมยไปฝั่งพม่า สภาพ

แม่สอดปี พ.ศ. 2527 ดูคึกคักไม่น้อย ร้านค้าตรงเขตชายแดนซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านขายเพชรพลอยดูอุดมตาไปหมด ชายหนุ่มเก็บภาพไว้เพียงบางส่วนถามไถ่ผู้คนที่ทำมาหากิน ณ ที่นั้นก็ไม่มีใครหวาดหวั่นต่อภาวะศึกสงครามของทั้งสองฝ่ายเท่าใด ที่วิตกคือกลัวการปิดพรมแดนเพื่อเปิดทางให้ทหารพม่ากวาดล้างกองกำลังกะเหรี่ยงอิสระได้โดยสะดวกแต่ฝืดเคืองสำหรับการค้าขาย จุดที่อุเบกข์สนใจมากกว่าเพื่อนคือ สันภูฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นภูมิทำเลของกองกำลังกะเหรี่ยง ชายหนุ่มเตรียมข้ามสะพานแคบๆ ซึ่งพุ่งยาวไป จรดแดนพม่าเพื่อถ่ายรูป แต่แล้วต้องชะงักงันเพราะตรงป้ายข้ามมีคำสั่งห้ามไม่ให้นำกล้องติดตัวไปด้วย

อุเบกข์จึงกลับมาฝั่งไทยดังเดิมดึงเอาเลนซ์ซูมขึ้นมาจากระเป๋าสะพายสวมกับตัวกล้อง มองหาตำแหน่งสร้างมุมถ่ายขะมักเขม้นโดยไม่ได้สังเกตว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจับจ้องอากัปกิริยาของเขาอยู่ในร้านขายเครื่องดื่มซึ่งตั้งอยู่สูงมากจากฝั่งแม่น้ำเมย ด้วยช่วงนั้นเป็นฤดูร้อนระดับน้ำจึงลดลงดูดังลำคลองตื้นเขิน

เมื่อได้ภาพที่ต้องการชายหนุ่มเก็บเครื่องมือใส่กระเป๋า ชายวัยกลางคนคนหนึ่งตรงมาหาเขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ขอโทษครับ ท่านนายพันขอเชิญพบหน่อย”

อุเบกข์เหลียวหน้ามาที่ชายคนนั้นแล้วมองตามมือชี้

“มีธุระอะไรกับผมหรือ?”

“เรื่องคุณถ่ายรูป”

อุเบกข์ก้าวลงตามสะพานไม้ที่ทอดชันทันที ท่านนายพันที่ว่านั่งจิบเบียร์สง่าผ่าเผย สวมชุดทหารแต่ไม่มีป้ายบอกชื่อหรือเครื่องหมายแจ้งยศอะไรทั้งสิ้น ผายมือให้ชายหนุ่มนั่งร่วมวง บริวาร 3-4 คนที่รายล้อมหลีกตัวออกห่างโดยอัตโนมัติ

ท่านนายพันอายุตกประมาณ 40 เศษๆ หน้าตาคมเข้ม กล่าวถามอุเบกข์เป็นภาษาอังกฤษถึงตำแหน่งหน้าที่การงานและที่มาของเขา ชายหนุ่มชะงักนิดหนึ่ง ท่านนายพันหัวเราะแล้วรินเบียร์ให้อย่างสุภาพพลางขอโทษที่ใช้ภาษาต่างด้าวเพราะตัวเขาเป็นชาวกระเหรี่ยงและนับถือคริสต์ แต่อุเบกข์ก็ตอบได้คล่องแคล่วแล้วควักบัตรนักข่าวให้คู่สนทนาดู คราวนี้ท่านนายพันพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ

“ผมไม่มีเจตนาลบหลู่คุณ ถ้าหากคุณอยากทำข่าวเกี่ยวกับการสู้รบของเราก็ถามผมได้ หรือถ้าอยากดูฐานของเราก็เชิญ แต่เราไม่อนุญาตให้พกกล้องเข้าไป”

“ผมสนใจ แต่ขอเวลาผมสักนิดเพื่อที่ผมจะโทรฯ รายงานข่าวไปที่ทำงานแล้วขอเขาอยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง”

“ไม่ขัดข้อง แต่ผมก็มีคำว่าแต่เหมือนกัน”

“อะไรหรือ?”

“เราขอฟิล์มม้วนนี้ของคุณ”

อุเบกข์ผงะมือถือแก้วเบียร์ค้างคา น้ำเสียงค่อนข้างกระด้าง

“ทำไมครับ?”

“เราไม่ต้องการให้ภาพที่อยู่ของเราเผยแพร่ไปที่อื่น”

“แต่นี่เป็นภาพจากภายนอก แล้วอีกอย่างหนึ่งผมถ่ายจากผืนแผ่นดินไทยของผม”

ท่านนายพันยิ้มใจเย็นเอนหลังทาบพนักเก้าอี้กระดกเบียร์ดื่มอึกใหญ่

“ถูกหละแผ่นดินของคุณ แต่ใครล่ะที่ปล่อยให้ทหารรัฐบาลพม่ารุกรานเรา ผมไม่อยากพูดมาก คุณเองก็รู้ดีอยู่แล้ว ขอให้เราเก็บฟิล์มคุณไว้เถอะ”

อุเบกข์กวาดสายตาไปรอบร้าน มีท่านนายพันกับเขาเพียงสองคนในกระเป๋าสะพานของเขาใส่กล้องถ่ายรูป แต่เหมือนกระเป๋ากางเกงของท่านนายพันมี .38 ห้อยอยู่

“ถ้าผมไม่คืนล่ะ?”

ท่านนายพันหรี่ตามองชายหนุ่มเหมือนนักเลงเผที่มองหน้าคู่ต่อสู้ก่อนวางเงินหน้าตัก

“ผมก็เสียใจที่จะบอกว่ามิตรภาพของเราอาจลงท้ายไม่สวยงามเลย”

อุเบกข์เปิดไพ่หงายขึ้นบ้าง

“แต่ผมมีเพื่อนเป็นปลัดฝ่ายปกครองอยู่ที่นี่ เขาคงรับรองกับคุณได้ว่าผมจะไม่เอาภาพเหล่านี้ไปทำร้ายคุณ และฟิล์มม้วนนี้ไม่ได้มีจำเพาะภาพฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นแต่ยังมีภาพอื่นๆของแม่สอดด้วย”

ท่านนายพันชาวกะเหรี่ยงอึ้งไปเล็กน้อย หันหลังไปสั่งเบียร์ขวดใหม่จากเจ้าของร้าน แววยิ้มสุขุมยังไม่จางหาย

“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจ”

 

อุเบกข์รับแก้วเบียร์ใหม่ขึ้นมาจิบเสตามองไปยังสายน้ำเมยซึ่งมีการไหลค่อนข้างพิสดาร คือไหลขึ้นทางทิศเหนือไปตามร่องรอยอันคดเคี้ยวของสองฟากฝั่งที่ชอุ่มเขียวด้วยป่าเขา

ความเงียบแผ่ลงปกคลุมคนทั้งสองครู่ใหญ่ อุเบกข์เหมือนจะขบคิดถึงบางสิ่งบางอย่างได้จึงก้มลงหยิบกล้องในกระเป๋าขึ้นมาหมุนฟิล์มพักหนึ่งแล้วส่งให้นายทหารกะเหรี่ยงกู้ชาติ

“เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจผมให้คุณเก็บไว้”

ท่านนายพันยิ้มออกมาได้ เขายื่นมือซ้ายมารับของขณะที่มือขวายื่นให้ชายหนุ่มจับ อุเบกข์พลอยยื่นมือสัมผัสงงๆ

“แสดงว่าคุณเข้าใจถึงความเป็นมิตร มาไปกับผม”

“ไปไหนครับ”

“ไปบ้านผม เพราะว่าเย็นนี้ผมต้องข้ามฝั่งคุณจำเป็นจะต้องมีมัคคุเทศก์นำทางหรือตอบข้อข้องใจ”

อุเบกข์ลุกขึ้นยืนไล่เลี่ยกับนายพันที่ลุกขึ้นจ่ายค่าเบียร์ก่อน นายทหารกะเหรี่ยงเรียกลูกน้องซึ่งเตร็ดเตร่อยู่นอกร้านมากำชับความบางอย่างด้วยภาษาของเขา

ทางไปบ้านของท่านนายพันเลาะเลียบไปตามฝั่งไทย ฝุ่นสีแดงอ่อนกระจายตัวบางเบา อุเบกข์ได้รับความรู้ใหม่ว่าย่านที่กำลังเดินอยู่มีทั้งชาวกะเหรี่ยงและพม่าอาศัยอยู่ปนเปกันไปโดยไม่มีลัทธิการเมืองการปกครองมาเกี่ยงข้อง ภาษาพูดมีทั้งไทย กะเหลี่ยง พม่า แต่ภาษาเขียนส่วนใหญ่เป็นภาษาพม่า เงินที่นิยมใช้คือเงินบาทกับดอลลาร์ ส่วนเงินจ๊าดนั้นใช้ถือรองลงมา

นอกจากนี้แทบทุกบ้านจะชอบดูละครและหนังจักรๆ วงศ์ๆ จากไทยมิใช่น้อย ยิ่งใกล้วันหวยหรือลอตเตอรี่ของรัฐบาลไทยออกทุกเรือนชานจะหูผึ่งเงี่ยฟังวิทยุแจ้งเลขท้ายของรางวัลที่หนึ่ง เลขท้ายสามตัวและสองตัวกันเป็นแถว งวดหนึ่งๆ เงินสะพัดเหนือฝั่งแม่น้ำเมยนับสิบล้าน อุเบกข์ครุ่นคิดถึงพิษร้ายของการพนัน มันไม่ละเว้นแม้แต่เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ เหมือนมือยักษ์มหึมาที่คอยกวาดเหยื่อเข้าปากแล้วกลืนกินโดยไม่รู้จักอิ่ม

ท่านนายพันหันมามองหน้าเขา

“เชื่อมั้ย ทุกเย็นที่ริมฝั่งตรงข้าม เด็กไทยจะยกพวกข้ามไปเล่นฟุตบอลที่นั่น หัวค่ำหน่อยก็ข้ามกลับ มันเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกที่งดงามแก่ผมมาก”

อุเบกข์ก้มหัวรับ นายทหารวัยกลางคนเลยพูดต่อ

“ผมอยากเห็นคนเรารักกันโดยไม่มีพวกไม่มีความเกลียดชังแบ่งแยกฝั่งอยู่ แต่ผมรู้ว่าชีวิตนี้ผมไม่มีโอกาส และตราบที่ยังมีมนุษย์คอยสร้างสังคมให้เลวร้ายตลอดเวลา”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ได้ดี นายทหารกะเหรี่ยงไม่ได้พูดอะไรอีกจนกระทั่งถึงบ้าน

บ้านของท่านนายพันเป็นเรือนไม้มุงสังกะสีเช่นเรือนอื่น ตรงหน้าบ้านต้นมะยมออกลูกเหลืองระย้าอยู่สองต้น ใต้ต้นมะยมมีโต๊ะไม้เก่าแต่ดูสะอ้านตาคู่กับม้านั่งยาว เสียงกุกกักจากข้างในดังแว่วออกมา เมื่อท่านนายพันหยุดยืนตรงพื้นหน้าประตูเสียงนั้นก็พลอยเงียบด้วย

 

ครู่หนึ่งบานประตูก็เปิดออก หญิงสาวหน้าตาสะสวยเท่าที่หญิงสวยสะดุดตาจะพึงมีโผล่ร่างได้สัดส่วนในชุดสีขาวแขนกระบอกทับโสร่งที่ยาวเกือบกรอมเท้า ยิ้มฟันขาวเรียงสะอาด แล้วหน้าตาสดสวยสาวน้อยนั้นพลันชะงักเมื่อเห็นอุเบกข์

ท่านนายพันบอกเบาๆแต่หนักแน่นกับชายหนุ่ม

“นี่ตองอานลูกสาวผม”

ตองอานสร้างความประทับใจให้ชายหนุ่มตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน แม้ว่าทุกครั้งหญิงสาวจะมีเพื่อนเพศเดียวกันชื่อเค่ยาตามติดมาเป็นเงาหญิงสาวเล่าว่าเธออยู่ประจำหน่วยรบหน่วยหนึ่งของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงที่เธอเรียกสั้นๆ ว่าเคเอ็นยู

อุเบกข์ทึ่งในความเก่งกล้าทั้งพิศวงในความสวยงามของตองอานมากเสียจนแทบจะทำให้เขาลืมหญิงอื่นที่ผ่านและพานพบโดยสิ้นเชิง หญิงสาวเปิดเผยสั้นๆ ว่าเธอคือกะเหรี่ยงขาวมีเลือดผสมทางพม่าจากฝ่ายแม่ พร้อมกับอรรถาธิบายถึงประเพณีที่น่าสนใจของเธอบางประการ เช่นลัทธิถือครองผัวเดียวเมียเดียว หรือเรื่องชายต่างเผ่าพันธุ์ที่จะแต่งงานกับหญิงกะเหรี่ยงต้องละถิ่นฐานมาอยู่ด้วย เพราะหญิงกะเหรี่ยงจะไม่มีวันโยกย้ายตามใครอื่นไปและจะไม่ยอมไปตามลำพังเด็ดขาด

ม่านหมอกที่เคลือบคลุมตองอานคลายตัวออก อุเบกข์มองดูเพื่อนสาวของเธอที่ชื่อเคย่าด้วยความเข้าใจ ตองอานถามชายหนุ่มในช่วงหนึ่ง

“คุณพร้อมที่จะเยี่ยมชมหน่วยรบของเราหรือยัง”

อุเบกข์สั่นหัว

“แต่แรกผมตั้งใจว่าจะมาทำข่าวสภาพชายแดนด้านไทยพม่าซึ่งผมเองก็ทำได้บางส่วน ผมอยากเข้าไปคลุกคลีกับพวกคุณทางฝั่งโน้นมากเกรงว่าเวลาจะไม่เอื้ออำนวยให้ อีกอย่างหนึ่งผมยังอยากอยู่กับคุณโดยสภาพนี้มากกว่า จึงอยากขอร้องให้พาผมไปเยี่ยมชมหมู่บ้านและชีวิตของชาวกะเหรี่ยงสามัญจะดีกว่า”

หญิงสาวจ้องหน้าชายหนุ่มโดยไม่มีอาการสะท้านสะทกเยี่ยงวันแรกเธอหยุดคิดครู่หนึ่งจึงก้มหัวรับช้าๆ

“ตกลง”

อุเบกข์รู้สึกลิงโลดแต่พยายามกลั้นเก็บเอาไว้ในหน้าให้มิดชิด

“เราจะไปไหนกัน?”

“ซอโอ เลยบ้านเจดีย์โค้ะไปหน่อยหนึ่ง ห่างจากนี่ราวสี่สิบกิโลเศษ”

“เริ่มวันนี้เลยดีมั้ย?”

“ดี แต่เราจะให้คนของพ่อชื่อปะเช้งวาทูเป็นผู้นำทางไป”

อุเบกข์ใจหายวาบ

“แล้วคุณล่ะ?”

หญิงสาวยิ้มจนเห็นรอยลักยิ้มข้างแก้ม

“ตองอานมีภาระรออยู่ คงไปด้วยไม่ได้ ต้องข้ามฝั่งเข้าหน่วย”

ชายหนุ่มหน้าเศร้า แม่พลับพลึงเค่ยากลั้นหัวเราะขณะที่สาวสวยชาวกะเหรี่ยงชี้นิ้วไปเบื้องหน้า

“แน่ะ คนของพ่อมาแล้ว”

ปะเช้งคือเจ้าหมอที่เชิญเขาไปคุยกับท่านนายพันเมื่อวันนั้นนั่นเอง อุเบกข์ส่ายหน้าหันมาพูดกับสาวสวย

“ผมมีเวลาอยู่กับคุณไม่มากนัก อยากเห็นมิตรภาพของเรางอกงามยิ่งกว่านี้”

ตองอานอมยิ้มน่ารักเหมือนเคย

“คนเราถ้ามีแนวคิดคล้ายคลึงกันไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลกก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ทุกเวลา”

“นั่นเป็นเพียงมิตรภาพตามจิตสำนึก มิตรภาพที่แท้จริงย่อมต้องการมากกว่านั้น”

“เช่น…”

 

ชายหนุ่มทอดถอนใจ ขณะเดียวกับที่นึกขอบคุณแม่ดอกพลับพลึงเค่ยาที่สกัดกั้นนายปะเช้งวาทูด้วยการเข้ามาพูดคุยและพาเลาะเลี่ยงไปห่างๆ อุเบกข์จ้องลึกลงในดวงตาหญิงสาว จนต่างคนต่างสะทกสะเทิ้น

“เช่น ความเอื้ออาทรให้กัน การรำลึกถึงกันยามห่างไกล หรือความอบอุ่นใกล้ชิด”

ตองอานเสหน้าไปทางลำน้ำเมย แรงลมพัดเอาปรอยผมสีดำไสวมาเคลียแก้ม ยิ่งดูยิ่งเห็นความเด่นของใบหน้าแม้ว่าขณะนี้หญิงสาวจะแต่งชุดธรรมดาดังผู้หญิงทั่วไป

จำเป็นหรือคะที่คนที่มีความดีงามในหัวใจระหว่างกันจะต้องไขว่คว้าหาความเอื้ออาทรเมื่อพันธะทางด้านอื่นคือสิ่งสำคัญกว่า”

อุเบกข์เอามือซ้ายล้วงกระเป๋ากางเกง ฝ่ามือชืดขึ้นทุกครั้งยามไม่มั่นใจ แต่น้ำเสียงของชายหนุ่มกลับจริงจังจนไม่น่าเชื่อ

“จำเป็นอย่างมากสำหรับเรา”

ตองอานเลิกคิ้วคล้ายเด็กซุกซนซึ่งพยายามทำหน้าล้อเลียนผู้ใหญ่

“หน้าที่คือความดีงามที่จำเป็นกว่าสิ่งใด”

อุเบกข์จ้องลึกที่ตองอานอีกครั้งและมั่นคง

“ฟังนะ ผมน่ะเชื่อมั่นในความดีงามเหมือนอย่างคุณเชื่อ แต่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ ความดีงามคือความอ่อนแอ…อ่อนแอเพราะมันไม่เคยมีพิษภัย มีแต่พิษภัยเท่านั้นที่จ้องจะทำลายมัน ผมจึงปรารถนาความเอื้ออาทรเพราะความเอื้ออาทรคือฉนวนอันแข็งแกร่งซึ่งคอยปกป้องหัวใจมนุษย์”

หญิงสาวมิได้โต้แย้งนอกจากเปรยเบาๆ

“คุณพูดเก่งเหมือนนักหนังสือพิมพ์ทุกคน”

“เปล่าเลย…ตรงกันข้าม ผมไม่ชอบพูดนัก หน้าที่ของผมคือเขียนข่าวและเขียนจากความเป็นจริง ถ้าคุณคิดว่าผมพูดมากเปลืองน้ำลายขอให้รับรู้ว่า กับคนอย่างคุณน้ำลายของผมคือน้ำลายของนกนางแอ่นซึ่งสำรอกออกมาด้วยความรักและเอื้ออาทร”

ตองอานก้มหน้าหลบดังหนึ่งนางอายเพราะรู้ว่ากำลังถูกชายหนุ่มต่างเผ่าพันธุ์ประโลมคำพูดเอา แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดเพียงแว่บเดียวเท่านั้น

“คราวนี้ขอให้คุณฟังตองอานบ้าง ตองอานเกลียดความอ่อนแอแต่ไม่เคยเกลียดความดีงาม ความอ่อนแอทำให้เกิดการลังเลและการหวาดระแวงที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของมิตรภาพมนุษย์ สำหรับตองอานความจริงใจและจริงจังต่างหากคือสิ่งห่อหุ้มหัวใจไม่ให้กระทบกระแทกกับพิษภัย หากคุณกลับไปถึงกรุงเทพฯ แล้วและยังมีความเอื้ออาทรให้ตองอานกับพวกเรา ช่วยเขียนถึงพวกเราในแง่ที่เป็นจริงบ้าง”

อุเบกข์ก้มศรีษะรับรู้ถึงสิ่งที่หญิงสาวปรารถนาซ่อนเร้น

“เชื่อใจผมได้ แม้แต่ประวัติศาสตร์มักจะละเลยการต่อสู้ของสามัญชน แต่ผมไม่มีวันลืมการต่อสู้ของพวกคุณและตัวคุณ”

“ไม่จำเป็นต้องเขียนพรรณนาให้เกินเลย ขอให้เขียนออกมาจากความรู้สึกก็พอค่ะ”

ตองอานตอกย้ำราวกับว่าจะสั่งเสีย ชายหนุ่มสบตาสุกใสของสาวกะเหรี่ยงดังจะเก็บไว้จดจำชั่วนิรันดร

“ถนนขรุขระหากเห็นเป้าหมายเจ็บเท้าแต่ไม่เจ็บใจ ถนนราบเรียบแต่รายล้อมด้วยความมืดมิดเจ็บใจแม้ไม่เจ็บเท้า ข้อเขียนของผมไม่อาจสละสลวยแต่ก็เป็นเช่นถนนขรุขระนั้น”

ตองอานพยายามยิ้มร่าเริงถึงสิ่งที่กำลังจะกล่าว

“ในคำพูดของพวกเราเวลาจะจากกันไม่เคยมีคำว่าลาก่อน แต่จะมีคำว่าขอบคุณสำหรับการมาเยี่ยมเยือนเพื่อพรุ่งนี้จะได้พบกันใหม่อีกครั้ง ดังนั้นสำหรับเราและมิตรภาพแห่งเราไม่ว่าคุณจะอยู่ใกล้หรือไกล ตองอานหวังว่าคุณจะเก็บความรู้สึกนี้ไว้เช่นกัน”

“แดแร้แบแน่ะ ปารู”

หญิงสาวทำหน้าฉงนกึ่งปิติกึ่งตื่นเต้น

“คุณพูดภาษาเราได้”

อุเบกข์ยิ้มอ่อนโยนแม้รู้ว่าเวลาแห่งการจากกันคืบคลานมาทุกขณะ

“บางคำเท่านั้น”

“มีอะไรอีกที่คุณรู้”

“บาซะ”

ตองอานหน้าแดงหยุดซักไซ้โดยอัตโนมัติ เพราะเจ้าคำที่ว่าหมายถึงคู่รักกัน ชายหนุ่มอยากจะโอบเอาหญิงสาวมาไว้ในอ้อมอกยิ่งนักแต่ก็หักใจได้ ทั้งเกรงว่าอารมณ์ใฝ่ต่ำจะลุกลามเลียขึ้นทำลายมิตรภาพอันสูงส่งภายในพริบตา

“ขอโทษ…ที่ทำให้คุณกระดากกระเดื่อง”

หญิงสาวเมินหน้าหนีซ่อนความเอียงอาย และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อุเบกข์ล่วงรู้ว่าเธอมิได้ปฏิเสธตัวเขา บางคราวความรักนั้นก็ง่ายต่อการก่อเกิดแต่ยากยิ่งสำหรับการเรียนรู้เพื่อที่จะทะนุถนอมไว้

หลังจากเดินทางกลับ อุเบกข์ไม่ได้ติดต่อสาวสวยอีกเลย เสมือนว่าต่างคนต่างคือคลื่นคนละฝั่งทะเล ทั้งที่ชายหนุ่มยังรำลึกถึงเธอไม่เสื่อมคลายเช่นเดียวกับแววกมล ผู้หญิงที่รู้จุดอ่อนจุดแข็งจากสรีระของเขาทุกส่วน…

“เฮ้ย ถึงแล้วลงได้นั่งใจลอยอยู่ทำไมว่ะ เอ้า เอ็งลงไปก่อน ข้าจะหาที่จอดรถเดี๋ยว”

Statistics

Recent posts