ความสำเร็จของการบริหารงาน HONDA MOTOR-ตอนที่ 2.1 อดีตที่น่าภาคภูมิใจ


The Man, The Management, The Machines.

เทตซึโอะ ซากิยะ เขียน

ธนิต ธรรมสุคติ แปล จากต้นฉบับ Updated paperback Edition 1987

สงวนลิขสิทธิ์

โซอิจิโร ฮอนด้า

ปูชนียบุคคลที่โลกยานยนต์ต้องจารึก

อัจฉริยบุคคลผู้ก่อตั้ง...และวางรากฐานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับ "บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด" เป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง ให้เป็นสมาชิกทำเนียบ "ปูชนียบุคคลยานยนต์โลก" (AUTOMOTIVE HALL OF FAME) อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ตุลาคม 2532

งานทางการทูตที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นคือการแก้ไขสนธิสัญญาที่ญี่ปุ่นเสียเปรียบในปี 1853 พลเรือจัตวาแมทธิว ซี.เพอร์รีนำกองเรืออเมริกันสู่เมืองอูรางะ (ปัจจุบันนี้คือเมืองโยโกซึกะ) และโดยการคุกคามจะใช้กองเรือนี้ช่วย จึงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นที่ปกครองโดยโชกุนเปิดประเทศทำการค้าขายกับต่างประเทศ ในปี 1858 รัฐบาลญี่ปุ่นโดยการปกครองของคนในตระกูลโทกุงาวะจึงลงนามในสนธิสัญญาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา, เนเธอร์แลนด์, รัสเซีย, อังกฤษและฝรั่งเศส

สนธิสัญญาเหล่านี้มีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อญี่ปุ่น โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ว่าชาวต่างชาติที่อยู่ในญี่ปุ่นไม่ต้องขึ้นศาลญี่ปุ่นและญี่ปุ่นไม่มีสิทธิจะตั้งอัตราภาษีแก่สินค้าเข้าได้เอง

รัฐบาลยุคเมอิจิมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะแก้ไขความไม่เสมอภาคเหล่านี้ และก็ทำได้สำเร็จ โดยการผนวกสนธิสัญญาใหม่อีกฉบับกับอังกฤษในปี 1894 จากนั้้นก็ทำสนธิสัญญาคล้ายคลึงกันนี้กับประเทศต่าง ๆ สนธิสัญญาเหล่านี้มีผลบังคับใในปี 1899 ในขณะนั้น ทั้งอังกฤษและรัสเซียกำลังแข่งขันกันเพื่อครอบครองเอเซียจึงทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันในญี่ปุ่นระหว่างพวกสนับสนุนรัสเซีย (นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ฮิโรบุมิ อิโตะ) และพวกสนับสนุนอังกฤษ (นำโดยรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ จุตะโระ โคมุระ) ความขัดแย้งนี้ก็ตกลงกันได้และเป็นประโยชน์ต่ออังกฤษเพราะอังกฤษสามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่าเป็นศัตรูที่น่าเกรงขามกว่ารัสเซีย จึงเป็นการแผ้วถางทางให้แก่การลงนามการเป็นพันธมิตรระหว่างอังกฤษและญี่ปุ่นในปี 1902 ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นดีใจที่ได้ทำสนธิสัญญากับประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สงครามกับรัสเซียก็ยิ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

"เราชนะรัสเซีย !" เสียงร้องเช่นนี้ก้องไปทั่วญี่ปุ่นในการฉลองชัยชนะในสงครามญี่ปุ่น-รัสเซียระหว่างปี 1904-05 ชัยชนะนี้ที่ห่างจากชัยชนะในสงครามจีน-ญี่ปุ่นเพียง 10 ปี ทำให้ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่รู้สึกว่าประเทศของตนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งในโลก บางคนถึงกับเชื่อว่าญี่ปุ่นสามารถเข้าอยู่ในอันดับเดียวกับสหรัฐ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมันและอิตาลีได้ในฐานะเป็นประเทศมหาอำนาจ

โซเซะกิ นัตซึเมะ นักเขียนนวนิยายคนหนึ่งในยุคนั้นคงจะเข้าใจสถานการณ์ได้ดีกว่าใครเมื่อเขาเขียนว่า "ถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป เราคงจะพ่ายแพ้ โชคดีที่เราสามารถยุติสงครามได้"

สำหรับโซเซะกิ ซึ่งเพิ่งกลับจากการศึกษาเป็นเวลาสองปีในอังกฤษแล้ว ญี่ปุ่นยังล้าหลังประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนนอกวงการรัฐบาลไม่รู้ว่าญี่ปุ่นนั้นเกือบจะหมดตัวเพราะทำสงครามครั้งนี้

ในตอนเริ่มแรกของสงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย มีการคาดคะเนว่าสงครามนี้จะทำให้ญี่ปุ่นต้องใช้เงินไปประมาณ 500 ล้านเยน แต่เมื่อสงครามยุติลง ปรากฏว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 พันล้านเยน กว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการทำสงครามนั้นหามาจากการกู้ยืมจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จากอังกฤษและสหรัฐ ทั้งสองประเทศนี้ไม่ยินดีจะให้เงินกู้เพิ่ม เพราะถึงจะกลัวรัสเซียเป็นใหญ่ในเอเซีย แต่ก็กลัวญี่ปุ่นจะชนะรัสเซียอย่างเด็ดขาด โดยการชักจูงของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์ ญี่ปุ่นจึงยินยอมยุติสงครามโดยไม่ยืดเยื้อต่อไป

Recent posts

error: Content is protected !!