ความสำเร็จของการบริหารงาน HONDA MOTOR-ตอนที่ 3.3 อดีตที่น่าภาคภูมิใจ


The Man, The Management, The Machines.

เทตซึโอะ ซากิยะ เขียน

ธนิต ธรรมสุคติ แปล จากต้นฉบับ Updated paperback Edition 1987

สงวนลิขสิทธิ์

โซอิจิโร ฮอนด้า

ปูชนียบุคคลที่โลกยานยนต์ต้องจารึก

อัจฉริยบุคคลผู้ก่อตั้ง...และวางรากฐานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับ "บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด" เป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง ให้เป็นสมาชิกทำเนียบ "ปูชนียบุคคลยานยนต์โลก" (AUTOMOTIVE HALL OF FAME) อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ตุลาคม 2532

ในเดือนมกราคม 1946 ในงานฉลองปีใหม่ครั้งแรกหลังสงคราม จักรพรรดิฮิโรฮิโตมีพระบรมราชโองการปฏิเสธความเป็นเทพเจ้า ความเป็นเทพเจ้าของจักรพรรดิจวบจนถึงเวลานั้นเป็นเรื่องความเชื่อของประชาชนชาวญี่ปุ่น แต่บัดนี้ชาวญี่ปุ่นสามารถสละความเชื่อนี้ได้โดยเดือดร้อนเรื่องศีลธรรม หรือ จริยธรรมไม่มากนักเพราะชาวญี่ปุ่นมีจิตวิทยา "แบบพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง"

ศาตราจารย์โอติส แครี่ นักประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโดชิชะอ่านพระบรมราชโองการนี้ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งและมีความสงสัยว่าจะแปลถูกต้องหรือไม่เมื่อตรวจดูกับต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น ก็พบว่าคำว่า ไฮโมกุ (แปลว่า "พ่ายแพ้") นั้นใช้แทนคำที่ไม่จะแจ้งเช่นคำว่า ชูเซ็น (แปลว่า "การจบสิ้นซึ่งความเป็นศัตรู") และที่สำคัญกว่านั้นคือ คำว่า โคกุมิน (แปลว่า "ประชาชน") ปรากฏแทนที่คำว่า ชินมิน (แปลว่า "ข้าแผ่นดิน") ซึ่งคำนี้ใช้กันนักระหว่างสงครามเพื่อชี้ให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นนั้นเป็น "ข้าแผ่นดิน" ของจักรพรรดิ การเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในท่าทีต่าง ๆ ในญี่ปุ่นนั้นเป็นที่น่าแปลกใจมากต่อผู้สังเกตการณ์ที่ไม่รู้จักประเทศดี

ทาเกโอะ ฟูจิซาวะ ไปโตเกียวบ่อยในช่วงระยะเวลานี้ เที่ยวเดินตะลอน ๆ ตามตลาดมืดต่าง ๆ เพื่อรับความรู้สึกต่อสิ่งที่ดำเนินอยู่ เขาหวังจะสู่ธุรกิจชนิดใหม่ ฟูจิซาวะคิดอยู่บ่อยครั้งถึงคำโบราณของญี่ปุ่นที่ว่า "ทั้งหมดคือการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง" และเชื่อว่าจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในธุรกิจได้โดยปราศจากตอบโต้กระแสเหตุการณ์ในปัจจุบัน ในโตเกียวนั้น ฟูจิซาวะสังเกตเห็นว่าเศรษฐกิจนั้นตลาดมืดคุมอยู่และพวกอันธพาลหนุ่มเป็นคนดำเนินธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เขาเห็นจึงทำให้เขายังไม่คิดกลับบ้าน

ในฤดูร้อนปี 1948 บังเอิญจริง ๆ ที่ฟูจิซาวะพบกับเพื่อนเก่าชื่อ ฮิโรชิ ทาเกชิมะในห้องสุขาใกล้กับศาลยาซึกุมิในกรุงโตเกียว แม้ว่าจะเป็นเวลาราวบ่ายสามโมงก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้น เมื่ออยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังเพราะสงคราม ทั้งสองรู้สึกโชคดีที่รอดชีวิตจากสงคราม ทาเกชิมะบอกฟูจิซาวะ ว่า "โตเกียวจะไม่เป็นซากอย่างนี้นานหรอก จะต้องมีการบูรณะกันเร็ว ๆ นี้แหละ" ทาเกชิมะแนะให้เขากลับไปบ้าน ซึ่งฟูจิซาวะก็ทำตาม เมื่อเขาไปถึงบ้าน ประชาชนเริ่มจะฟื้นจากความขวัญเสียที่พ่ายแพ้สงครามและเพลงที่เป็นที่นิยมมากในระยะนั้นชื่อ "ภูเขาสีฟ้า" ดูเหมือนจะแสดงออกถึงความหวังของทุกคนที่จะให้อะไร ๆ ดีขึ้นในอนาคตที่อาจจะยังไกลอยู่ กองกำลังยึดครองยิ่งแปลกใจในความกระตือรือร้นอันไม่คาดคิดนี้ และฟูจิซาวะรู้สึกว่าเขาตัดสินใจถูกต้องแล้ว

ระหว่างสงคราม ทาเกชิมะเล่าให้ฟูจิซาวะฟังถึงนักประดิษฐ์หนุ่มที่เฉียบแหลมที่เมืองฮามะมัตซึ ชื่อ โซอิจิโร ฮอนด้า ชื่อนั้นติดอยู่ในความทรงจำของฟูจิซาวะ และหลังจากการพบกันในฤดูร้อนปี 1948 ทาเกชิมะบอกฟูจิซาวะอีกว่าฮอนด้าต้องการคนหนุ่ม ฟูจิซาวะตอบไปอย่างไม่ลังเลว่า "ผมเอง" เขาเป็นคนที่ต้องการทำธุรกิจของตนเองอยู่เสมอมา ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่ามีลู่ทางมากในการร่วมมือกับฮอนด้า

ระหว่างหกปีที่ฮอนด้าอยู่ในโตเกียวทำงานเป็นช่างฝึกหัดนั้น ฟูจิซาวะ ก็อยู่ใกล้ ๆ แต่ทั้งสองพบกันครั้งแรกที่บ้านของทาเกชิมะในเดือนสิงหาคม 1949

"ผมหาคนหนุนเรื่องเงินในเมืองฮามะมัตซึ แต่พวกนั้นต้องการเงินคืนโดยเร็ว ผมไม่ชอบความคิดนี้เลย" ฮอนด้าบอกกับฟูจิซาวะซึ่งตอบไปว่า "ผมไม่มีเงินในตอนนี้ แต่ผมจะหาเงินจำนวนที่คุณต้องการมาดำเนินงานให้" หลังจากการสนทนาสั้น ๆ นี้แล้ว ทั้งสองตกลงใจทำงานร่วมกันเป็นทีม

ฮอนด้าอายุ 42 และฟูจิซาวะอายะ 38 ฟูจิซาวะยังบอกฮอนด้าด้วยว่า "ผมจะทำงานกับคุณอย่างนักธุรกิจ แต่เมื่อเราแยกกัน ผมจะไม่ให้มันจบลงด้วยการขาดทุน นี่ผมไม่ได้พูดแต่เพียงเรื่องเงินนะ ผมหมายความว่า เมื่อเราแยกกันผมหวังว่าผมจะได้รับความพอใจและความสำเร็จ"

ระหว่างการพบปะกันนั้น ทั้งสองคงต้องพยายามคุยเขืองเรื่องอนาคตสวยหรูแข่งกัน-โดยฮอนด้าพูดเรื่องเทคโนโลยี ส่วนฟูจิซาวะคุยเรื่องธุรกิจ

ฮอนด้าจำการพบปะนี้ได้ดี "นั่นเป็นเวลาที่ต้องทำอะไรสักอย่างหรือไม่ก็ตายไป พอเห็นหน้าเขาครั้งแรกผมก็ชอบเขาเลยหลังจากพูดคุยกันหน่อย ผมคิดว่าเขาเป็นคนน่าทึ่งเพราะว่ามีบุคลิกที่แตกต่างจากผมทุกอย่าง ยิ่งพูดกันไป ผมก็พบว่าเขาเป็นคนโรแมนติค เป็นแบบที่พอมีความคิดก็จะถ่ายทอดความคิดนั้นเป็นการกระทำด้วยมือตัวเอง ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ถ้าไม่ลงมือเองก็จะให้คนอื่นลงมือตามทฤษฎีที่แข็งปั๋ง ถ้าเขาเป็นคนไม่ทำอะไรเลยเอาแต่ฝันเฟื่อง ผมก็คงจะไม่ประทับใจในตัวเขาหรอกครับ"

ส่วนฟูจิซาวะก็พูดว่า "ผมไม่มีความรู้สึกประทับใจอะไรเป็นพิเศษ ผมเพียงแต่คิดว่า 'นี่เองโซอิจิโร ฮอนด้าคนที่ผมตัดสินใจร่วมธุรกิจด้วย'" หลังจากร่วมทีมกันแล้วทั้งสองก็พูดกันบ่อยครั้งเหมือนเด็กหนุ่มที่กระตือรือร้นยิ่งพูดกันมากก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น จากการพุดคุยกันนี้เองที่ฮอนด้ารู้ถึงความคิดเห็นของฟูจิซาวะเกี่ยวกับชีวิตและความรู้ที่ได้จากหนังสือ ส่วนฟูจิซาวะก็เรียนรู้บุคลิกเด่นและความกระตือรือร้นเรื่องเทคโนโลยีของฮอนด้า

Recent posts

error: Content is protected !!