ความสำเร็จของการบริหารงาน HONDA MOTOR-ตอนที่ 3.8 อดีตที่น่าภาคภูมิใจ


The Man, The Management, The Machines.

เทตซึโอะ ซากิยะ เขียน

ธนิต ธรรมสุคติ แปล จากต้นฉบับ Updated paperback Edition 1987

สงวนลิขสิทธิ์

โซอิจิโร ฮอนด้า

ปูชนียบุคคลที่โลกยานยนต์ต้องจารึก

อัจฉริยบุคคลผู้ก่อตั้ง...และวางรากฐานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับ "บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด" เป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง ให้เป็นสมาชิกทำเนียบ "ปูชนียบุคคลยานยนต์โลก" (AUTOMOTIVE HALL OF FAME) อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ตุลาคม 2532

สถานการณ์เช่นนี้จบลงเมื่อนาย โจเซฟ เอ็ม.ดอดจ์ประธานธนาคารดีทรอยท์มาถึงญี่ปุ่นในฐานะที่ปรีกษาทางเศรษฐกิจและการคลังของกองกำลังบัญชาการกองกำลังยึดครอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 1949 เขาออก "คำสั่งของดอดจ์" ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นอยู่บนลำไม้ไผ่สองลำ ลำหนึ่งคือความช่วยเหลือจากสหรัฐ อีกลำคือเงินช่วยเหลือภายในประเทศและถ้าลำไม้ไผ่นี้ยาวเกินไปเศรษฐกิจจะล้มคว่ำคอหักตาย "คำสั่งของดอดจ์" ซึ่งมีจุดประสงค์จะทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมั่นคงนั้น เรียกร้องให้มีการรักษาดุลระหว่างงบประมาณ ลดการอุดหนุนของรัฐบาลและลดความแตกต่างระหว่างราคา หยุดยั้งการกู้ยืมเงินโดยธนาคารเพื่อการบูรณะประเทศและให้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่ 1 ดอลลาร์ต่อ 360 เยน ในเวลานั้น รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนต่าง ๆ เพื่อช่วยลดราคาถ่านหิน ปุ๋ย และเหล็ก ยิ่งกว่านั้นอัตราแลกเปลี่ยนก็แตกต่างกันไปสำหรับสินค้าต่างชนิด จึงเท่ากับเป็นการอุดหนุน "ที่มองไม่เห็น" ตาม "คำสั่งของดอดจ์" นั้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นทำให้เงินหดตัวรวดเร็ว ทำให้จบสิ้นภาวะเงินเฟ้อได้กะทันหัน อีกปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก็คือผลผลิตทางอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาสามปีนับจากปี 1946 ทั้งนี้ก็เนื่องจากการใช้ระบบการผลิตตามลำดับความสำคัญ

นาย โจเซฟ เอ็ม.ดอดจ์ (ขวา)ประธานธนาคารดีทรอย

ในเดือนพฤษภาคม 1949 ผู้แทนคณะหนึ่งของสหรัฐนำโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อคาร์ล เอส. ชูพก็ไปถึงญี่ปุ่นเพื่อศึกษาระบบการภาษีของญี่ปุ่น ในเดือนกันยายนนั้น ชูพเสนอแนะให้ใช้ระบบใหม่เพื่อช่วย "คำสั่งของดอดจ์" ผลที่ออกมาคือระบบที่เน้นการเก็บภาษีทางตรง ซึ่งยังคงเป็นแกนสำคัญของระบบภาษีของญี่ปุ่นอยู่ทุกวันนี้ ถึงปี 1949 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็บรรลุซึ่งรากฐานมั่นคงสำหรับการพัฒนาในระดับระหว่างประเทศเมื่อเกิดสงครามเกาหลีในปีถัดมา เศรษฐกิจญี่่ปุ่นยิ่งดีขึ้นมากและสามารถพิชิต "ภาวะเงินหดของดอดจ์" ได้ แล้วเข้ายุคใหม่แห่งการขยายตัว

นโยบายเศรษฐกิจยุคหลังสงครามของญี่ปุ่นนั้นอยู่ที่การส่งเสริมอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเคมี และการส่งเสริมการค้า การส่งเสริมอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเคมีนั้นมุ่งที่การพัฒนาสังคมอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันในต่างประเทศได้ โดยการทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่อ่อนปวกเปียกสมัยก่อนสงครามโลกแข็งแกร่งขึ้น ส่วนการส่งเสริมการค้านั้นก็เพื่อส่งเสริมการส่งสินค้าออกและให้ได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศซึ่งจำเป็นสำหรับซื้ออาหารและวัตถุดิบสำหรับคน 100 ล้านคนในประเทศเล็ก ๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติของตนเองน้อย นโยบายขั้นพื้นฐานบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายเบื้องต้นและเริ่มเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 1970

พื้นฐานสำหรับการดำเนินการตามนโยบายนับย้อนหลังได้ถึงการเลิกล้มเศรษฐกิจที่มีการควบคุมตามระบบการผลิตมาเป็นอันดับสำคัญที่สุด อุตสาหกรรมถ่านหินซึ่งรัฐบาลควบคุมโดยตรงตอนหลังสงครามใหม่ ๆ นั้นได้รับอิสระเสรีอีกครั้ง การไฟฟ้าซึ่งรัฐบาลควบคุมเองสมัยก่อนสงคราม ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่จนเป็นอย่างในปัจจุบันนี้ โดยที่ประเทศญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นเก้าเขต แต่ละเขตมีบริษัทไฟฟ้าหนึ่งบริษัทซึ่ง (ในฐานะที่เป็นบริษัทเอกชน) เป็นผู้จัดการทุกอย่างตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจนถึงการจำหน่ายไฟฟ้า

ที่น่าจดจำเป็นพิเศษคืออุตสาหกรรมเหล็กของญี่ปุ่น บริษัทยาฮะตะ ไอร์ออน แอนด์ สตีล แต่แรกนั้นตั้งขึ้นเป็นบริษัทของรัฐและต่อมากลายเป็นบริษัทกึ่งของรัฐโดยมีเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า นิปปอน สตีล ตอนหลังสงครามโลกจึงกลายเป็นบริษัทเอกชนและถูกแบ่งออกเป็นสองบริษัท-คือ ยาฮะตะ ไอร์ออน แอนด์ สตีล และบริษัทฟูจิ ไอร์ออน แอนด์ สตีล (สองบริษัทนี้รวมกันอีกครั้งในปี 1970 และกลายมาเป็นบริษัทนิปปอน สตีล ในปัจจุบัน) การแบ่งแยกบริษัทนี้ทำให้เกิดการแข่งขันกันในหมู่ผู้ผลิตเหล็ก ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สถิติการผลิตเหล็กในญี่ปุ่นน้อยกว่า 8 ล้านตันในปี 1943 ในขณะที่สหรัฐผลิตได้ถึง 80 ล้านตัน นักอุตสาหกรรมชาวญี่ปุ่นพากันเชื่อว่าข้อแตกต่างในการผลิตเหล็กนี้ทำให้ญีปุ่นแพ้สงครามและการเพิ่มปริมาณการผลิตเหล็กจะจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายยาตะโร นิชิยามะ ประธานบริษัทคาวาซากิ สตีล ซึ่งยังเป็นบริษัทผู้ผลิตเหล็กรายเล็กอยู่ ได้เปิดเผยแผนการใหญ่หลังสงครามโลกเล็กน้อยว่าจะสร้างเครือข่ายโรงงานขนาดใหญ่ที่เมืองจิบะ ซึ่่งอยู่ทางตะวันออกของโตเกียว โครงการนี้ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนกระทั่งปี 1951 เนื่องจากการคัดค้านอย่างแข็งขันจากธนาคารแห่งญี่ปุ่นเพราะว่าขาดเงินทุน แต่โครงการสร้างโรงงานเหล็กติดทะเลนี้ (ซึ่งจะช่วยลดค่าขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์โดยการใช้เรือ) ได้กลายเป็นรากฐานของการแข่งขันระดับโลกของอุตสาหกรรมเหล็กญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้

ในขณะที่การแข่งขันอย่างเสรีระหว่างบรรดาบริษัทเอกชนนั้นเป็นผลโดยตรงของ "คำสั่งของดอดจ์" แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่บรรดานักอุตสาหกรรมญี่ปุ่นผู้มีประสบการณ์อันขมขื่นจากการที่เศรษฐกิจถูกรัฐบาลควบคุมอย่างเคร่งครัดยุคสงครามนั้น ปรารถนากันนัก ดังนั้น ญี่้ปุ่นจึงเดินตามเส้นทางที่ผิดไปจากของฝรั่งเศสซึ่งยึดธนาคารต่าง ๆ เป็นของรัฐทันทีที่เสร็จสิ้นสงครามโลกและแตกต่างจากของอังกฤษที่รัฐเข้าควบคุมกิจการทำเหมืองแร่ เส้นทางของญี่ปุ่นยังเข้ากันกับนโยบายเศรษฐกิจดั้งเดิมที่นับได้ย้อนหลังไปถึงยุคเมอิจิ

ตอนที่ 3.7 อดีตที่น่าภาคภูมิใจ

Recent posts

error: Content is protected !!