ความสำเร็จของการบริหารงาน HONDA MOTOR-ตอนที่ 8.7 มรดกของผู้ก่อตั้งบริษัท


The Man, The Management, The Machines.

เทตซึโอะ ซากิยะ เขียน

ธนิต ธรรมสุคติ แปล จากต้นฉบับ Updated paperback Edition 1987

สงวนลิขสิทธิ์

โซอิจิโร ฮอนด้า

ปูชนียบุคคลที่โลกยานยนต์ต้องจารึก

อัจฉริยบุคคลผู้ก่อตั้ง...และวางรากฐานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับ "บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด" เป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง ให้เป็นสมาชิกทำเนียบ "ปูชนียบุคคลยานยนต์โลก" (AUTOMOTIVE HALL OF FAME) อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2532

โซอิจิโร ฮอนด้า เปิดสำนักงานส่วนตัวในใจกลางกรุงโตเกียวหลังจากเกษียณแล้วเล็กน้อย และขณะนี้ก็วุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีและปรัชญาโดยผ่านทางมูลนิธิฮอนด้า ซึ่งเขาเองเป็นคนก่อตั้ง

อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ยิสการ์ด เดสแตง สนใจกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิฮอนด้าเป็นพิเศษ เมื่อฮอนด้าพบกับประธานาธิบดีในฝรั่งเศส ประธานาธิบดีบอกกับเขาว่าตนเองถือว่าฮอนด้าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดเพราะสามารถใช้ชีวิต "แรก" เป็นยักษ์อุตสาหกรรมและขณะนี้กำลังใช้ชีวิต "ที่สอง" แก้ปัญหาทางเทคโนโลยีและปรัชญา เทคโนโลยีเป็นความฝันและความรักของฮอนด้า มาตลอด

"ชีวิตไม่คุ้มค่าที่จะอยู่หรอกถ้าหากไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเราเองชอบที่สุด" ฮอนด้ากล่าว "สิ่งที่ผมกลัวก็คือ ไม่ว่าสิ่้งต่าง ๆ จะเป็นไปด้วยดีขนาดไหนในขณะนี้ ก็ไม่มีการประกันได้ว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปตลอดกาล ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่นี้ มันก็ยากที่จะตัดสินทุกอย่างสำหรับอนาคตที่จุดนี้ ถ้าการตัดสินใจยังเปิดอยู่ ใคร ๆ ก็สามารถพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ ในแง่นี้ ผมไม่เชื่อในการทำพินัยกรรม ถึงจะมีพินัยกรรม โลกก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่ดี ผมจะไม่ทำพินัยกรรมและจะตายไปอย่างเงียบ ๆ เพราะผมเชื่อว่าพื้นฐานสำหรับความมั่งคั่งนั้นคือไม่มีการคิดกันก่อนว่าอนาคตของฮอนด้า มอเตอร์ควรจะเป็นอย่างไร"

ศาสนา ปรัชญาและทัศนะเรื่องชีวิตและความตายของญี่ปุ่นนั้นแตกต่างอย่างมากจากของศาสนาคริสต์ ในทางตะวันออก มีปรัชญาการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้นซึ่งก็เป็นปรัชญาสำคัญอันหนึ่งของศาสนาฮินดูด้วยเช่นกัน

ว่าไปแล้วก็คือ ชาวญี่ปุ่นยอมรับแนวความคิดเช่นนี้และเชื่อการเวียนว่ายตายเกิด ในทางตะวันตกนั้น ความตายนั้นคิดกันว่าได้รับการชดเชยโดยชีวิตหลังความตาย แต่ก็ยังคงเป็นศัตรูที่เราจะต้องต่อสู้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

โรเบิร์ต เจ.ลิฟตัน จิตแพทย์และศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล ได้ศึกษาทัศนะต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตและความตายของชาวญี่ปุ่นชั้นนำหกคน (คือ มาเระซุเกะ โนงิ ผู้นำทางทหาร โองาอิ โมริ นักประพันธ์ โจมิน นากะเอะ นักปรัชญา ทั้งสามคนนี้อยู่ในยุคการฟื้นฟูเมอิจิ ฮากุโจะ มาซะมุเนะ นักประพันธ์ที่มีผลงานมากตอนเริ่มต้นศตวรรษนี้ ฮาจิเมะ คาวะกะมิ นักเศรษฐศาสตร์ผู้นิยมมาร์กซิสต์ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1879 ถึง 1946 และยุกิโอะ มิชิมะ นักประพันธ์ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) และจัดพิมพ์หนังสือชื่อ Six Lives, Six Deaths ซึ่งเขาเขียนร่วมกับซุอิจิ คะโตะและไมเคิล ไรช์ โดยการเปรียบเทียบชีวิตและความตายของคนญี่ปุ่นและคนอเมริกัน ศาสตราจารย์ลิฟตันกล่าวว่า "เพื่อนร่วมงานและผม ในแง่ที่เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ต้องพูดถึงแบบอย่างสัญลักษณ์ของการต่อเนื่องของชีวิต ในญี่ปุ่นนั้นความต่อเนื่องเป็นแง่มุมหนึ่งที่สำคัญมหาศาล และในอีกแง่ที่เกี่ยวพันตามความรู้สึกของเราก็คือความรู้สึกบางประการของคนญี่ปุ่นว่า จักรวาลมีอยู่ ธรรมชาติมีอยู่ เราเพียงแต่กลับไปยังจักรวาลและธรรมชาติ นั่นคือสิ่งที่เหมาะสม เป็นที่ยอมรับและหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนญี่ปุ่น ซึ่งตรงข้ามกับความรู้สึกของคนทางตะวันตกที่ต่อต้านการกลับไปยังจักรวาลและธรรมชาติ"

ความแตกต่างทางปรัชญาเช่นนั้น ระหว่างญี่ปุ่นและทางตะวันตกนั้นมองเห็นได้ในปรากฏการณ์ทางสังคม

ในทางตะวันตกนั้น เมื่อเรื่องความมีเหตุผลก้าวไปถึงจุดสุดยอด ก็จะมีแต่การทำลายล้างเกิดขึ้น ซึ่งการทำลายล้างเองก็เกิดจากการปฏิเสธความมีเหตุผล และนี่เองนำไปสู่การกระทำการทำลายล้างแก่สังคม ในญี่ปุ่น การมีเหตุผลเพิ่มมากขึ้นนั้นค่อย ๆ ละลายกลายเป็นปรัชญาทางตะวันออกไปและนำไปสู่การยอมรับชะตากรรมของมนุษย์ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเคลื่อนไหวในหมู่นักวิชาการชาวอเมริกันเพื่อศึกษาสไตล์การบริหารงานแบบญี่ปุ่น และแนวโน้มนี้ไม่ใช่มีแต่เพียงในด้านการบริหารเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับท่าทีที่กำลังเปลี่ยนแปลงในเรื่องชีวิตและความตาย

ศาสตราจารย์ลิฟตันกล่าวว่า "คนอเมริกันมีอะไรต้องเรียนรู้มากมายจากท่าทีของคนญี่ปุ่นต่อความตาย ในสหรัฐนั้นมาตรการสำหรับสะกดกลั้นความคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับความตายนั้นก้าวไปไกลมาก คือมีการปฏิเสธซึ่งความตายกันมากมาย แนวโน้มนี้กำลังกลับกันในขณะนี้"

สำหรับนักบริหารธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำธุรกิจของตนเองแล้วปรัชญาหรือวิธีการขั้นพื้นฐานของการคิดนั้นสำคัญเท่า ๆ กับยุทธวิธีทางธุรกิจ ปรัชญาของผู้ก่อตั้งมีแนวโน้มว่าจะอยู่ภายในบริษัทเป็นเวลานาน โซอิจิโร ฮอนด้าเป็นคนมีเหตุผลและได้มุ่งความกระตือรือร้นของตนไปยังการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ เขาสนใจในปรัชญาทางตะวันออก นั่นก็คือเหตุผลที่เขาไม่คิดที่จะต่อสู้เพื่อยึดอำนาจการควบคุมบริษัทที่เขาเองเป็นผู้ก่อตั้ง เขาเชื่อในการอยู่ต่อเนื่องของ "ชีวิตของบริษัท" แม้ว่าเขาจะเกษียณไปแล้ว ว่าไปก็คือ เขาไว้ใจคนรุ่นใหม่ และมองการณ์ดีในเรื่องอนาคต

ฮอนด้ากล่าวว่า "สิ่งหนึ่งที่ไม่พูดกันเลยคือ คนหนุ่มทุกวันนี้....เพราะสิ่งเดียวกันนี้ก็เคยมีพูดกันถึงตัวผมตอนที่ผมยังหนุ่ม ก็เป็นธรรมดาที่คนรุ่นใหม่ก้าวหน้ากว่า แม้ว่าผมจะถึงวัยที่จะต้องคิดถึง "การลงจอด" ของชีวิต เราจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อเราดึงคันบังคับให้เครื่องบินขึ้น สิ่งที่ผมพยายามทำก็คือช่วยคนหนุ่มให้บินไปได้อย่างปลอดภัย ผมจะพูดกับคนหนุ่มว่า จงมีจุดประสงค์ในชีวิต จงจับคันบังคับให้แน่นและบินให้สูง"

หลังจากเกษียณแล้ว โซอิจิโร ฮอนด้าก็ตั้งมูลนิธิขึ้นสองแห่ง มูลนิธิแรกคือสมาคมนานาชาติเพื่อวิทยาศาสตร์, การจราจรและความปลอดภัย โดยได้เงินจากฮอนด้าและฟูจิซาวะ สมาคมนี้จัดการสัมมนาเพื่อดำเนินการวิจัยปัญหาการจราจรและความปลอดภัยทั่วโลก อีกมูลนิธิคือ มูลนิธิฮอนด้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วใช้เงินของฮอนด้าเอง แม้ว่าเงินก่อตั้งประมาณ 1.1 พันล้านเยนจะเป็นเงินจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับเงินทุนของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์หรือมูลนิธิฟอร์ดของสหรัฐ แต่กิจกรรมของมูลนิธิฮอนด้าถือได้ว่า ยอดเยี่ยม

กิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิฮอนด้าเรียกกันว่า DISCO VERIES ซึ่งมาจากอักษรตัวต้นของข้อความว่า "Definition and Identification Studies on Conveyance of Values, Effect, and Risks in Enviromental Synthesis แนวความคิดขั้นพื้่นฐานก็คือความคิดของฮอนด้าที่ว่า "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนอย่างยิ่งเกี่ยวกับความผาสุกของมนุษยชาติ แต่ในเวลาเดียวกันก็นำมาซึ่งความทุกขเวทนาหลายอย่าง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ DISCOVERIES มุ่งที่การค้นพบปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ในสิ่งแวดล้อมทั้งมวลและในการหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้

มูลนิธิจัดการประชุมระดับนานาชาติหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ "การประชุม DISCOVERIES นานาชาติครั้งที่ 1" ที่กรุงโตเกียวในเดือนตุลาคม 1976 ในหัวเรื่องว่า "วิธีการแก้ปัญหาจราจรโดยความฉลาด". มีความพยายามต่าง ๆ ที่จะค้นหาวิธีการทางวิชาการและทางวัฒนธรรมมาแก้ปัญหาการขนส่งในสังคมปัจจุบันและในอนาคต

การประชุมครั้งที่ 2 มีขึ้นที่กรุงโรมในปี 1977 โดยการอภิปรายกันในหัวข้อ "การทบทวนเพื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์มหึมา" ก็เป็นที่ยืนยันกันว่า

(1) วิธีการหลายอย่างที่ DISCOVERIES ยอมรับนั้นจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่สังคมปัจจุบันเผชิญอยู่ เช่น ปัญหาประชากร การขาดแคลนอาหาร และความเข้าใจซึ่งกันและกัน และ

(2) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์ควรจะนำมาใช้ร่วมกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับมนุษยชาติที่ใช้กันอยู่แล้ว"

หัวข้อใหญ่ของการประชุมครั้งที่ 3 ที่กรุงปารีสในปี 1978 คือ "การสื่อสารในกิจกรรมของมนุษย์" องค์พระประมุขของประเทศสวีเดนทรงมีพระราชดำรัสเปิดการประชุมครั้งที่ 4 ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ 40 คนจากสาขาวิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และปรัชญามาประชุมเพื่ออภิปรายเรื่อง "มนุษย์และสังคม-การจัดการข้อมูลโดยเครื่องอัตโนมัติ"

ในการกล่าวเปิดงานการประชุมครั้งที่ 1 ในกรุงโตเกียวนั้น โซอิจิโร ฮอนด้ากล่าวว่า "จนกระทั่งบัดนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้มีการสมาคมมากนักกับนักวิชาการ บัดนี้ ข้าพเจ้าพบแล้วว่านักวิชาการก็เหมือนกับเด็กอนุบาลเพราะนักวิชาการมีคำถามมากมายว่า "ทำไม" สำหรับปัญหาที่เห็นกันชัดแจ้งอยู่ ท่าทีนี้ใหม่และสดมากสำหรับข้าพเจ้าจนไม่รู้จะทำอะไรอื่นได้นอกจากนั่งฟังการประชุมตั้งแต่ต้นจนจบ"

ในเรื่องที่เกี่ยวกับการประชุมนี้ ฮอนด้าเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง และมีคนถามกันมากมายว่า "ทำไมถึงห่วงเรื่องปัญหาต่าง ๆ เช่นเทคโนโลยีและปรัชญามากนักในเมื่อคุณเองก็เป็นเจ้าของบริษัทฮอนด้า มอเตอร์"

เมื่อเขาตอบว่า "ผมไม่ใช่เจ้าของฮอนด้า มอเตอร์" คนเหล่านี้ก็แปลกใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็ประทับใจกับความจริงที่ว่าเขาเป็นคนเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียน เขาและฟูจิซาวะทิ้งตำแหน่งบริหารในฮอนด้า มอเตอร์ไปพร้อมกัน และไม่ยอมรับว่าเป็นเจ้าของฮอนด้า มอเตอร์ การเกษียณไปอย่างนี้เป็นสิ่งที่คนทางตะวันตกไม่คาดคิดกัน และในญี่ปุ่นเองก็เหมือนกัน

ตอนที่ 8.6 มรดกของผู้ก่อตั้งบริษัท

Recent posts

error: Content is protected !!