ความสำเร็จของการบริหารงาน HONDA MOTOR-ตอนที่ 9 โดยการนำของคาวะชิมะ


The Man, The Management, The Machines.

เทตซึโอะ ซากิยะ เขียน

ธนิต ธรรมสุคติ แปล จากต้นฉบับ Updated paperback Edition 1987

สงวนลิขสิทธิ์

โซอิจิโร ฮอนด้า

ปูชนียบุคคลที่โลกยานยนต์ต้องจารึก

อัจฉริยบุคคลผู้ก่อตั้ง...และวางรากฐานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับ "บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด" เป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง ให้เป็นสมาชิกทำเนียบ "ปูชนียบุคคลยานยนต์โลก" (AUTOMOTIVE HALL OF FAME) อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2532

เปลี่ยนแปลงทุก 10 ปี

ทุกบริษัทย่อมมีประวัติ และลักษณะขององค์กรเช่นนั้นจะต้องได้รับการเข้าใจเฉพาะภายในช่วงเวลายุคนั้น ๆ ยิ่งกว่านั้นลักษณะต่าง ๆ มีรากหยั่งลึกอยู่ในภูมิหลังทางวัฒนธรรมของประเทศที่บริษัทนั้น ๆ ตั้งอยู่ นี่เป็นความจริงอย่างยิ่งในกรณีของญี่ปุ่น ที่ซึ่งระบบการบริหารวิวัฒนาการจากการทดลองทำและความผิดพลาดระหว่างช่วงที่ประเทศปรับปรุงตนเองให้ทันสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

โดยการนำของโซอิจิโร ฮอนด้าและทาเกโอะ ฟูจิซาวะนั้น ฮอนด้า มอเตอร์ได้กลายเป็นคำพ้องกับคำว่า "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" ของญี่ปุ่น แต่บริษัทต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างช่วงของการขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่ได้เจริญเติบโตในลักษณะที่เหมือนกัน บางครั้งบางบริษัทก็เจริญเติบโตเกือบจะแบบระเบิดพรวดพราดขึ้นมา ในขณะที่บางครั้งก็ดูเหมือนกับว่าบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะรวบรวมพลังอยู่ภายใน

และในสายตาของคนภายนอกก็อาจจะดูเหมือนว่าการเจริญเติบโตของบริษัทเกือบจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อทบทวนประวัติของฮอนด้า มอเตอร์ดูแล้ว จะสังเกตเห็นว่านับตั้งแต่การก่อตั้งเป็นต้นมา บริษัทได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาเกือบจะทุก 10 ปี

ช่วง 10 ปีแรกนั้นนับตั้งแต่บริษัทถือกำเนิดจนถึงวิกฤตการณ์ของบริษัทในปี 1954 นี่เป็นช่วงการขยายตัวครั้งใหญ่สำหรับบริษัทเมื่อได้ครอบครองตลาดรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นด้วยรถดรีม ไทพ์ อี และการมีอุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัย แต่ตลอดช่วงนี้ ระบบการบริหารที่ฮอนด้า มอเตอร์ก็ไม่ได้ดีกว่าระบบที่พบเห็นในโรงงานเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดซึ่งฮอนด้าและฟูจิซาวะควบคุมอยู่อย่างเผด็จการ

ทศวรรษต่อมาก็นับจากวิกฤตการณ์การบริหารนั้นไปถึงการก่อตั้งคณะกรรมการบริหารที่สัมพันธ์กันใกล้ชิด ในปี 1964 ฮอนด้า มอเตอร์บัดนี้ได้กลายเป็นบริษัทระดับโลกแล้วโดยครอบครองตลาดด้วยรถรุ่นซูเปอร์คับ สไตล์การบริหารของบริษัทกำลังเริ่มมีลักษณะต่าง ๆ ของบริษัทใหญ่ที่ทันสมัย และมีการวางแผนงานต่าง ๆ เพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ที่จะมารับช่วงงานต่อจากผู้ก่อตั้งทั้งสอง

ทศวรรษที่สามยาวถึงปี 1973 เมื่อฮอนด้าและฟูจิซาวะเกษียณ ช่วงนี้เป็นช่วงที่บริษัทขยายตัวเต็มที่เข้าสู่การผลิตรถยนต์และรถบรรทุก ความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการผลิตรถยนต์โดยสาร และการพัฒนาระบบเครื่องยนต์ CVCC ที่ทำให้เกิดมลภาวะน้อย ในด้านการบริหารนั้น ระบบผู้นำรวมกำลังได้รับการก่อตั้งขึ้นมา

ทศวรรษที่สี่เริ่มต้นจากเดือนตุลาคม 1973 เมื่อคาวะชิมะเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท และทศวรรษนี้กำลังดำเนินอยู่ ระหว่างช่วงนี้ บริษัทดำเนินนโยบายใหม่ ๆ หลายอย่างรวมทั้งกลวิธีระดับระหว่างประเทศเพื่อทำให้ฮอนด้า มอเตอร์เป็นบริษัทอเนกชาติ

ระบบการบริหารโดยการนำของคาวะชิมะอาจจะกล่าวได้ดีที่สุดว่าเป็นระบบผู้นำรวมอย่างหนึ่ง อาจจะเร็วเกินไปที่จะตัดสินถึงความสำเร็จของ "ผู้นำรวม" แต่ก็ควรจะสังเกตว่ารายรับทั้งหมดของฮอนด้า มอเตอร์ ซึ่งประมาณ 366.7 พันล้านเยนระหว่างปีงบประมาณ 1973 เกิน 1 หมื่นล้านเยนในปีงบประมาณ 1979 อันเป็นความสำเร็จที่ไม่มีบริษัทญี่ปุ่นบริษัทใดที่ก่อตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองเทียบได้ รายรับนี้เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นล้านเยน (6,800 ล้านดอลลาร์) ในปีงบประมาณ 1980 ตัวเลขนี้เทียบเท่า 10 เปอร์เซ็นต์ของรายรับของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือบริษัทเยเนอรัล มอเตอร์และเทียบเท่าหนึ่งในสามของรายรับของยักษ์ใหญ่วางการรถยนต์ของญี่ปุ่นคือโตโยต้าและนิสสัน

แต่ในเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตที่แท้จริงแล้วผลงานของฮอนด้า มอเตอร์นั้นเป็น "ความมหัศจรรย์"

บริษัทญี่ปุ่นอยู่ในสิ่งแวดล้มที่แตกต่างจากบริษัทของสหรัฐและยุโรป ตามทฤษฎีแล้ว กฏหมายพาณิชย์ญี่ปุ่นถือว่าผู้ถือหุ้นคือเจ้าของของบริษัทที่ตนถือหุ้นร่วมกันอยู่ ตามความจริงนั้นผู้ถือหุ้นเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้สึกรุนแรงต่อการเป็นเจ้าของเลย มีความเห็นที่ยึดถือกันอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่นว่าบริษัทอยู่ไปเพื่อความอยู่ดีของพนักงาน ดังนั้นกรรมการบริหารทุกคนจึงได้รับเลือกจากบรรดาพนักงานของบริษัท กรรมการบริหารเหล่านี้ย่อมมีหน้าที่ต้องปรับปรุงผลงานของบริษัท จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นและดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น แต่หน้าที่เบื้องต้นก็คือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (ซึ่งกรรมการบริหารเต็มใจที่จะไม่แสวงหากำไรในระยะสั้น) ขยายขนาดบริษัท เพิ่มเงินเดือนและปรับปรุงสวัสดิการของพนักงาน และจ่ายเงินโบนัสก้อนงามให้อีกนอกเหนือจากเงินเดือน แม้ว่าเงินโบนัสนี้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างในอดีตเพื่อจุดประสงค์ทางบัญชี แต่ในความเป็นจริงมันคือส่วนแบ่งกำรสำหรับพนักงาน

อัตราโบนัสพนักงานญี่ปุ่น

ตามสถิติของทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นอัตราต่าง ๆ ของเงินโบนัสที่จ่ายทุกสองปีต่อเงินค่าจ้างประจำเดือนในปี 1979 นั้นเป็นดังนี้

ในกรณีของพนักงานชายไวท์คอลลาร์ (คือพวกคอเสื้่อขาวไม่เปื้อนเปรอะซึ่งได้แก่พวกนั่งโต๊ะ) ซึ่งจบการศึกษาขั้นปริญญาตรีที่ทำงานในบริษัทที่มีพนักงานกว่า 1,000 คน เงินโบนัสจะเท่ากับเงินเดือน 5.2 เดือนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (1.3789 ล้านเยนสำหรับผู้ที่อายุ 37.0 ปี) 4.2 เดือนในธุรกิจการก่อสร้าง (1.0916 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 35.1 ปี) 5.2 เดือนในอุตสาหกรรมการผลิต (1.3795 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 36.1 ปี) 5.0 เดือนในธุรกิจขายส่งและขายปลีก (1.2544 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 33.9 ปี) 5.6 เดือนในธุรกิจบ้านและที่ดิน (1.4816 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 35.2 ปี) 4.7 เดือนในธุรกิจการขนส่งและการสื่อสาร (1.0808 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 35.4 ปี) และ 4.4 เดือนในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและแก๊ส (1.2290 ล้านเยน สำหรับผู้อายุ 36.2 ปี)

พนักงานชายบลูคอลลาร์ (พนักงานระดับรองลงไปที่จบจากโรงเรียนมัธยมและวิทยาลัยการช่างซึ่งเคยทำงานกับบริษัทที่มีพนักงานกว่า 1,000 คน จะได้รับโบนัสเป็นเงินเท่ากับเงินเดือน 4.5 เดือนในอุตสาหกรรมอาหาร (0.8975 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 31.4 ปี) 3.6 เดือนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ (0.6222 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 31.7 ปี) 4.3 เดือนในอุตสาหกรรมเคมี (0.9048 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 32.9 ปี) 3.4 เดือนในอุตสาหกรรมเหล็ก (0.7270 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 33.9 ปี) 3.6 เดือนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า (0.6665 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 30.1 ปี) และ 3.3 เดือนในอุตสาหกรรมอุปกรณ์การขนส่ง (0.6500 ล้านเยนสำหรับผู้อายุ 29.9 ปี)

อัตรานี้ปกติแล้วจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางธุรกิจ

ตอนที่ 8.7 มรดกของผู้ก่อตั้งบริษัท

Recent posts

error: Content is protected !!