ความสำเร็จของการบริหารงาน HONDA MOTOR-ตอนที่ 9.3 โดยการนำของคาวะชิมะ


The Man, The Management, The Machines.

เทตซึโอะ ซากิยะ เขียน

ธนิต ธรรมสุคติ แปล จากต้นฉบับ Updated paperback Edition 1987

สงวนลิขสิทธิ์

โซอิจิโร ฮอนด้า

ปูชนียบุคคลที่โลกยานยนต์ต้องจารึก

อัจฉริยบุคคลผู้ก่อตั้ง...และวางรากฐานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับ "บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด" เป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสูงส่ง ให้เป็นสมาชิกทำเนียบ "ปูชนียบุคคลยานยนต์โลก" (AUTOMOTIVE HALL OF FAME) อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2532

ระบบบริหารใหม่

ระบบการบริหารใหม่โดยคาวะชิมะนั้นเกือบจะตรงกับวิกฤตการณ์น้ำมัน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นพรวดพราดและภาวะเงินเฟ้อในญี่ปุ่นสูงขึ้นมาก ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1973 ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจึงขึ้นราคารถยนต์ 7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่แล้วเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพราะอุปกรณ์ควบคุมไอเสีย เกือบจะในทันทีที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องขึ้นราคารถยนต์อีก 10 เปอร์เซ็นต์เพราะน้ำมันขึ้นราคาพรวดพราด มีแต่ฮอนด้า มอเตอร์เท่านั้นที่ไม่ขึ้นราคาตาม

การตัดสินใจเช่นนี้ได้รับการยกย่องจากคนทั่วไปและสื่อมวลชนทั้งหลาย ยุทธวิธีของคาวะชิมะนั้นมีสองประการคือทำให้ฮอนด้า มอเตอร์มีภาพพจน์ว่าเป็น "บริษัทที่ซื่อสัตย์จริงใจ" และ (นี่อาจจะสำคัญยิ่งกว่า" ให้การกระตุ้นแก่โครงการเสริมสร้างโครงสร้างภายในบริษัทของเขา ในเมื่อไม่ยอมขึ้นราคารถยนต์ เขาจึงเร่งเร้าคนงานให้ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตเพื่อเป็นการเสริมสร้างบริษัทให้แข่งขันคู่แข่งได้

หลายปีต่อมา คาวะชิมะจึงประกาศว่า "บัดนี้ถึงเวลาลงมือกันได้แล้ว" นี่เป็นสัญญาณการเริ่มต้นกลยุทธ์รุกโดยฮอนด้า มอเตอร์ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญสามอย่างคือ

หนึ่ง เพิ่มการผลิตรถยนต์และรถบรรทุกเป็น 1 ล้านคันต่อปี ซึ่งนักบริหารระดับสูงยอมรับว่าเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดเพื่อการอยู่รอดในฐานะผู้ผลิตรถยนต์และในขณะเดียวกันก็รักษาอัตราการเจริญเติบโตที่ยอมรับกันได้ไว้

เป้าหมายนี้จะต้องทำให้ได้ในปี 1981

กลยุทธ์อันที่สองคือเพิ่มการผลิตรถจักรยานยนต์ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ ปัจจุบันนี้ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเกินกว่าปีละ 3 ล้านคันต่อปี ยอดขายทั้งหมดแสดงให้เห็นความสมดุลอย่างยอดเยี่ยมคือ หนึ่งในสามนั้นผลิตและขายในญี่ปุ่น อีกหนึ่งในสามผลิตในญี่ปุ่นเพื่อการส่งออกที่เหลือก็ผลิตและขายในต่างประเทศ

กลยุทธ์อันสุดท้ายคือ เพิ่มการผลิตและการขาย (ส่วนใหญ่แล้วในต่างประเทศ) ของสิ่งที่บริษัทเรียกว่า "สินค้าไฟฟ้า" ซึ่งรวมทั้งเครื่องไฟฟ้าอเนกประสงค์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องไถนา เครื่องตัดหญ้า เครื่องเรือ และเครื่องสูบน้ำ

สินค้าของฮอนด้า มอเตอร์ทั้งหมดใช้เครื่องยนต์กะทัดรัดประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นมรดกของบริษัทมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของโซอิจิโร ฮอนด้า

ฮอนด้า มอเตอร์ไม่มีแผนที่จะก้าวเข้าสู่วงการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเครื่องยนต์หรือคิดจะกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่จะซื้อหาบริษัทอื่นมาครอบครอง บางบริษัทเข้าสู่วงการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของตนเพื่อเป็นการป้องกันตนเองจากการเสี่ยง แต่โซอิจิโร ฮอนด้ากล่าวไว้นานแล้วว่าการขยายงานเช่นนั้นเป็นอันตราย เพราะมันจะทำให้ฝ่ายบริหารคิดถึงธุรกิจหลักของบริษัทจริงจังน้อยลงไป

ยุทธวิธีรุกของคาวะชิมะ

ในบรรดายุทธวิธีรุกของคาวะชิมะนั้นที่สำคัญที่สุดก็คือการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในสหรัฐ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้มีตั้งแต่ปี 1971 และการศึกษารายละเอียดฉบับสมบูรณ์เริ่มขึ้นในช่วงแรก ๆ ที่เขาเป็นประธานบริษัท คือหลังจากวิกฤตการณ์น้ำมันเล็กน้อย ในปี 1975 จึงมีการตั้งคณะดำเนินงานโครงการนี้ขึ้น ประกอบด้วยตัวแทนจากแผนกวิศวกรรมการผลิต แผนกวิจัยและพัฒนา และบริษัทอเมริกันฮอนด้า ในปีถัดมา การศึกษาพิเศษเรื่องการผลิตรถยนต์ในสหรัฐก็บีบลงมาที่การเลือกสถานที่ตั้งลงมาเหลือ 30 แห่ง และการจัดทำรายละเอียดนั้นว่าจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาของอเมริกันเป็นผู้ทำ

ในการประชุมเดือนสิงหาคม 1977 เซงมุ-ไกตกลงเลือกสถานที่ตั้งโรงงานจากข้อเสนอให้เลือกสองแห่งในรัฐโอไฮโอ หลังจากการเจรจาหลายครั้งหลายครากับทางรัฐโอไฮโอ ก็ตกลงสร้างโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ใกล้กับเมืองแมรีวิลล์

การตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในสหรัฐนั้นมาจากประสบการณ์ของบริษัทในการตั้งโรงงานผลิตจักรยานยนต์ที่เมืองคุมะโมโตะที่เกาะคิวชูในญี่ปุ่น และความสำเร็จในการบริหารการผลิตรถจักรยานยนต์ในโอไฮโอที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน 1979

โครงการสร้างโรงงานที่คุมะโมโตะนั้นอยู่ในความควบคุมของชิเงรุ ชิโนมิยะ รองประธานบริษัทฮอนด้า มอเตอร์ และการก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1974 ความสำคัญเน้นหนักที่การแก้แบบให้โรงงานนี้ผลิตรถจักรยานยนต์เพื่อส่งออกในระดับที่ต้องแข่งขันในตลาดโลก การผลิตนี้ไม่เพียงแต่ผลิตรถที่สมบูรณ์แบบทั้งคันแต่ยังผลิตชิ้นส่วนประกอบที่สำคัญเพื่อโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ในต่างประเทศด้วย และให้โรงงานนี้ถึงจุดเสมอทุนได้ถึงแม้จะดำเนินงานเพียงครึ่งหนึ่งของความสามารถในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในเหตุการณ์ต่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญในวัย 30 ปีเศษทั้งหลายได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มออกแบบเพื่อโครงการนี้ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคนเหล่านี้ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ถ้าความรับผิดชอบเช่นนี้เป็นของคนในวัย 40 ปีเศษ โรงงานจะได้รับการสร้างเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็หวังกันว่าคนรุ่นใหม่จะสร้างโรงงานสำหรับอนาคต

ให้ความสำคัญกับชุมชน

ในเมื่อโรงงานคุมะโมโตะจะต้องทำกำไรให้ได้โดยใช้ความสามารถเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ก็คิดกันมากเรื่องการลดค่าขนส่งชิ้นส่วนประกอบซึ่งโดยปกตแล้วเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการผลิตรถจักรยานยนต์ นี่เกี่ยวพันการลดค่าใช้จ่ายไม่แต่เพียงในโรงงาน (ในการเก็บและส่งชิ้นส่วนไปประกอบในต่างประเทศ) เท่านั้นแต่ยังเกี่ยวกับการจัดส่งชิ้นส่วนโดยผู้ผลิตภายนอกไปยังโรงงาน การขนส่งจากโรงงานไปยังท่าเรือฮากะตะและโมจิทางตอนเหนือของเกาะคิวชู และแม้กระทั่งการขนส่งไปยังโรงงานประกอบในต่างประเทศด้วย

ในการสร้างโรงงานที่คุมะโมโตะนั้น ทางบริษัทยังให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องการเข้ากันได้กับชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่ด้วย นี่สำคัญมากเพราะความร่วมมือจากคนท้องถิ่นนั้นจำเป็นในการหาผู้จัดส่งชิ้นส่วนตามจุดต่าง ๆ ที่สะดวกและเป็นการแน่ใจได้ว่าการขนส่งชิ้นส่วนไปยังโรงงานจะดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ให้คนงานพ้นความกดดัน

โรงงานคุมะโมโตะได้นำระบบที่เรียกว่า ฟรีโฟลไลน์มาใช้อย่างกว้างขวาง นั่นก็คือ ระบบที่ผู้นำที่ทำงานการประกอบรถสามารถเปลี่ยนความเร็วของคอนเวเยอร์ (ตัวส่งชิ้นส่วน) เมื่อใดก็ได้ คนงานคนหนึ่งอาจจะหยุดเครื่องเพื่อทำงานของตนและเมื่อทำเสร็จก็เหยียบปุ่มส่งชิ้นส่วนที่ตนทำเรียบร้อยต่อไปให้อีกคนได้ เพื่อว่างานของคนอื่น ๆ จะได้ไม่ชะงักจึงจัดให้มีจุดว่างสามหรือสี่แห่งก่อนหรือหลังจุดที่คนงานแต่ละคนประจำอยู่ ระบบฟรีโฟลไลน์นี้มีประสิทธิภาพมากในการช่วยให้คนงานพ้นจากความกดดันที่ต้องรีบทำงานให้ทันตามที่คอนเวเยอร์ส่งงานมาให้

จุดอ่อนของระบบนี้ก็คือ เสียค่าใช้จ่ายในการสร้างแพงกว่าระบบที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้นและยากมากในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต ทั้ง ๆ ที่ได้รับความร่วมมือจากคนงานในโรงงานคุมะโมโตะ ก็ยังล่าช้ามากในการบรรลุซึ่งเป้าหมายของการเพิ่มยอดการผลิตประจำวันจากคนงาน 300 คน ในเดือนกุมภาพันธ์ 1976 ถึง 1,000 คนภายในหกเดือน เพื่อปรับปรุงสถานการณ์นี้ให้ดีขึ้น โรงงานจึงใช้ความคิดจากบรรดาผู้ควบคุมคุณภาพสินค้า คนกลุ่มนี้ซึ่งรู้จักกันในนามว่า NH (จากคำว่า "Now, Next, New Honda) ที่ฮอนด้า มอเตอร์นั้นเป็นอาสาสมัครและไม่เพียงแต่จะวิจัยงานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นแต่ยังสนใจเรื่องสวัสดิดภาพและการสันทนาการของคนงานด้วย ผู้บริหารโรงงานสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มนี้อย่างแข็งขันและเริ่มดำเนินการหลายอย่างเพื่อเสริมสร้างขวัญของพนักงาน

ในที่สุดก็รู้ว่าปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในระบบฟรีโฟลนั้นอยู่ที่คนงานต้องเก่งจริง ๆ

เมื่อผู้บริหารและคนงานคุ้นเคยมากขึ้นกับระบบประสิทธิภาพการผลิตก็ดีขึ้นอย่างมาก เกินคุ้มการลงทุนที่แพงสำหรับระบบนี้ และในเมื่อคนงานที่ทำงานในระบบนี้ต้องยืนนิ่ง มาตรฐานคุณภาพจึงดีขึ้น ในตอนต้นปี 1981 โรงงานคุมะโมโตะก็ผลิตเครื่องยนต์ได้ 60,000 เครื่องและรถจักรยานยนต์ได้ 30,000 คันต่อเดือน และบรรลุถึงเป้าหมายเสมอทุนโดยทำงานเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ของความสามารถ

กลยุทธเปิดสินค้าใหม่

ฮอนด้า มอเตอร์มีระบบค่อนข้างยืดหยุ่นสำหรับการแนะนำสินค้าใหม่สู่ตลาด ระบบนี้เรียกว่า ระบบ SED (Sales, Engineering and Development) ในการพัฒนาสินค้าใหม่ คณะโครงการเล็ก ๆ คณะหนึ่งจะได้รับการคัดเลือกจากพนักงานที่ทำงานอยู่ในสามกองให้ประเมินความต้องการของลูกค้าให้พัฒนาสินค้าและให้สร้างหรือดำเนินการประกอบรถอย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าชิ้นแรกที่ใช้ระบบนี้คือ รถยนต์รุ่นแอ็คคอร์ด ซึ่งออกสู่ตลาดในปี 1976 แอ็คคอร์ดได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามความต้องการของผู้ใช้ที่มีฐานะและอายุมากกว่าผู้ที่ซื้อรถยนต์รุ่นซีวิค อันเป็น "รถยนต์ขั้นพื้นฐาน" ของฮอนด้า มอเตอร์ แอ็คคอร์ดสร้างชื่อเสียงดีให้แก่ฮอนด้า มอเตอร์ว่าเป็นผู้ผลิตรถเล็กชั้นสูงและรถยนต์รุ่นนี้จะได้รับการผลิตที่โรงงานในรัฐโอไฮโอของสหรัฐ

รถยนต์รุ่นซิตี้ ขนาด 1.2 ลิตร ซึ่งออกสู่ตลาดในปี 1981 ก็เป็นผลจากระบบ SED แนวหลักของการพัฒนารถรุ่นซิตี้คือ ปรับปรุงทั้งระบบเผาไหม้และสมรรถนะของรถเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวถังรถต้องสร้างให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยลดจำนวนแผ่นเหล็กที่จะต้องใช้ลง เพื่อที่จะได้มีเนื้อที่ภายในรถกว้างขวางและแข็งแกร่งขึ้นโดยใช้วัสดุน้อยที่สุด ดังนั้นรูปร่างรถที่เหมาะสมที่สุดก็คือรูปทรงกลมเหมือนลูกบอล ดังนั้นรถรุ่นซิตี้จึงได้รับการออกแบบให้ใกล้เคียงกับลูกบอลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่พยายามให้มีการต้านทานลมน้อยที่สุด รถรุ่นซิตี้สูงกว่าปกติ (58 นิ้ว) เมื่อเทียบกับความยาว (133 นิ้ว) และชื่อเล่นว่า "เด็กโค่ง" เป็นที่ติดปากแฟนรถหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทั้งยังเป็นรถยนต์ขนาด 1.2 ลิตรใช้น้ำมันคันแรกของญี่ปุ่นด้วยที่สามารถแล่นได้ 20 กิโลเมตรต่อน้ำมันหนึ่งลิตร (47 ไมล์แกลลอน)

รถสองล้อคันแรก โดยระบบ SED มีชื่อว่า ฮอนด้า เอ๊กเพรสส์ (ในญี่ปุ่นเรียกว่า Roadpal NC.50) เป็นจักรยานยนต์สำหรับครอบครัวนำออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 1976 เป็นจักรยานยนต์ "แบบรถจักรยาน" ใช้เครื่องยนต์ขนาด 50 ซีซี. และให้เหล็กท่อเป็นโครงรถ โซเฟีย ลอเรน ปรากฏตัวในโฆษณาทางโทรทัศน์สำหรับรถรุ่นนี้และในญี่ปุ่นก็ขายได้ดี

ก่อนถึงกลางทศวรรษ 1970 ยอดขายรถจักรยานยนต์ทั้งหมด 1.15 คัน และในขณะนี้มียอดขายมากกว่านั้น 2.5 เท่า

ตอนที่ 9.2 โดยการนำของคาวะชิมะ

Recent posts

error: Content is protected !!