นายขนมต้ม : ยอดคนเหนือตำนาน นวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ โดย คมทวน คันธนู (ตอนที่ ๔๖)


"....การที่คมทวน คันธนู ริเริ่มแต่งนวนิยายอิงประวัติศาสตร์นายขนมต้มนั้น นับเป็นความคิดอย่างใหม่ที่พึงสนใจแก่ผู้ใฝ่รู้ อาศัยที่ผู้แต่งเป็นกวี เมื่อเขียนนวนิยายก็อดพกความเป็นกวีติดมาด้วยไม่ได้ การบรรยายด้วยสำนวนโวหารจึงฟังรื่นหู มีอลังการของภาษาที่ประณีตแต่งขึ้นด้วยความสุขุมและความตั้งใจเป็นสำคัญ"

ดร. นพพร สุวรรณพานิช

"This is the best Thai novel I've read so far this year."

Gap-Bangkok Post

"เอ็งจำไว้นิสัยนักรบเมื่อได้สดับกลองศึกรัวหนึ่ง

วิสัยอิสตรีผู้เห็นอาภรณ์หนึ่ง

และวิสัยเด็กที่อยู่ใกล้ขนมหวานหนึ่ง

ไม่มีใครอดใจได้"

ขนมต้มเร่งฝีเท้าเดินไม่หยุดยั้ง ยังไม่ทันสิ้นแดนคุ้งใต้ เด็กหนุ่มได้ยินเสียงร้องเรียกเบา ๆ คุ้นหูยิ่งนัก มันหันหลังกลับทันที พอเห็นภาพเบื้องหน้า หัวใจก็พองโต

"มะขาม"

สาวเจ้าวิ่งมาเป็นเวลาเดียวกับที่ขนมต้มวิ่งไป แล้วหนุ่มสาวก็ผวาเข้ากอดกันไม่อายสายตาเจ้ามิ่งแม้แต่น้อย เจ้ามิ่งเองนั่นแหละที่ต้องเดินหลบชมนกชมไม้ข้างทาง

มะขามกำซาบเสียงปนสะอื้น

"ข้าขอพ่อวิ่งมาส่งพี่"

"แล้วเจ้าทำไมร้องไห้?"

สาวงามก้มหน้าเช็ดหยาดน้ำตาที่ทำท่าเอ่อไหล

"ข้ากังวลศึกครั้งนี้ยิ่งกว่าครั้งไหน"

"ขึ้นชื่อว่าศึกสงครามไม่ว่าครั้งได้มันก็นำทุกข์มาให้ทั้งนั้น อย่าร้องไห้ไปเลย รอวันกลับแล้วก็นึกถึงวันที่เราจะอยู่ร่วมกันอีกดีกว่า"

มะขามเกลือกหัวกับแผ่นอกขนมต้ม น้ำตายังไม่หยุดหลั่ง

"ที่ข้ากังวลเพราะศึกหนนี้เกิดขึ้นด้วยน้ำมือคนไทยมาทำลายคนไทยด้วยกัน ข้ากลัวไม่ได้อยู่กับพี่อีก"

ขนมต้มก้มหน้าพร้อมกับเชยคางมะขามขึ้น ดวงตาและริมฝีปากของมันเปิดยิ้มให้กำลังใจ

"เจ้าอย่าหวั่นถึงวันที่ไม่เห็นเช่นนั้น ข้ากับเจ้ามีวาสนาได้รู้จักรักกันชีวิตนี้นับว่าไม่เสียหลาย หากผิดจากเจ้าไปแล้วชาตินี้ข้าจะไม่ขอรักใครอีก"

เด็กหนุ่มพูดประโลมใจซ้ำกับที่มันเคยพูดกับมะขามมาหลายต่อหลายครั้ง และมะขามเองพลอยตื้นตันไปกับมันด้วยทุกครั้ง สาวงามผละถอยออกจากวงแขนกำยำนั้น หยาดน้ำตาเหือดแห้งสิ้น

"ข้าเองก็เช่นกัน พี่ไปครั้งนี้ข้าไม่มีของอะไรให้ไว้ดูต่างหน้าเลย..."

"น้ำใจเจ้าไงล่ะ...รีบกลับค่ายเถอะเดี๋ยวใครต่อใครเขาจะรออยู่"

มะขามมองดูขนมต้มด้วยสายตาเปี่ยมรัก แล้วสาวเจ้าก็หักใจลาจากทั้งๆ ที่หัวใจท่วมท้นความทรมานแลความคิดถึงห่วงใยผิดจากการห่างไกลครั้งเก่าก่อนมากมาย

ขนมต้มเองแม้จะมีหัวใจแข็งแกร่งปานศิลาแลง แต่นึกเห็นน้ำตาของสาวที่มันรักครั้งไรใจมันก็อดหวั่นไหวไม่ได้

กระทั่งเข้าเขตโผงเผง เด็กหนุ่มก็รำลึกได้ถึงออนุ่นที่เอาชีวิตมาสังเวยครูสุกเสียที่นี่ ป่านนี้ศพที่อยู่ในหลุม * ของมันคงนอนหลับเป็นสุขแล้ว เหลือแต่ภาระหนักทิ้งไว้อยู่กับคนเป็นซึ่งจะต้องเผชิญหน้าต่อไปจนกว่าจะตายตาม

* ศพที่อยู่ในหลุม ประเพณีทำศพของไทยสมัยก่อนมักใช้วิธีเผาแต่ศพที่ตายพราย (ทั้งกลม) ศพตายโหงให้ใช้วิธีฝัง

ขนมต้มหันมาบอกกับเจ้ามิ่ง

"เอ็งฝังศพอ้ายนุ่นมันไว้ตรงไหน?"

"ข้างหลังกระท่อมร้างนั่นแหละพี่"

"แวะไปไหว้ศพมันหน่อยเถอะวะ"

เจ้ามิ่งยืนขาแข็งตัวสั่นขึ้นมาทันที

"โธ่พี่! หนก่อนฉันเกือบจับไข้หัวโกร๋นมาทีแล้ว หากฉันไม่เกรงคำสั่งครูละก็ฉันไม่ยอมมาฝันมันเด็ดขาดหรอก"

"ถ้าอย่างนั้นเอ็งรอข้าประเดี๋ยว ข้าจะไปตามลำพัง"

เจ้ามิ่งเหลียวซ้ายและขวามองหน้ามองหลัง

"ฉันไปด้วยดีกว่า"

ยังไม่ทันที่คนทั้งสองจะมุ่งหน้าไปยังกระท่อมที่เจ้านุ่นนอนตายพลันเสียงหัวเราะคลับคล้ายคลับคลาว่าฟังมาแต่หนไหนดังก้องขึ้น...ชายคนหนึ่งก้าวสวบมาจากพุ่มไม้

"ฮะฮะฮ่า...ไม่เสียแรงที่ข้าวางแผนรอ"

เด็กหนุ่มและเจ้ามิ่งตกตะลึง ขนมต้มร้องครางดังคนละเมอ

"ครูสุก"

ครูมวยโคราชขัดดาบสะพายหลัง ท่วงท่าน่าเกรงขามไม้น้อยผงกหัวรับและยิ้มเหี้ยมเกรียม

"ตกใจหรืออ้ายหนุ่ม ข้ารอเอ็งมาวันหนึ่งเต็มๆ เชียว เพราะรู้ว่ายังไงเสียเอ็งต้องผ่านมาทางนี้อีก"

เจ้ามิ่งกุมดาบขยับขณะที่ขนมต้มยังยืนเฉยเมยไม่สะทกสะท้าน ครูสุกพูดตวาดใส่ทันที

"เอ็งอย่าเสือกนาอ้ายเจ้านั่น ไม่งั้นข้าจะปลิดหัวเอ็งเป็นปลิดมะม่วงทีเดียว ข้ามีเรื่องต้องสะสางกับอ้ายขนมต้มไม่ใช่เอ็ง"

ขนมต้มมองครูมวยโคราชอย่างจงเกลียดจงชัง

"คนขายใจให้พม่าอย่างเอ็งมีเรื่องต้องสะสางด้วยหรือ"

ครูสุกหน้าแดง

"มีสิวะ เอ็งอย่าทำปากดีไป ป่านนี้ทัพอ้ายเปลวคงลงคุ้มใต้แล้ว ถ้าไม่มีพม่าจะมีวันให้ข้าล้างหนี้ได้หรือ"

"คนอย่างเอ็งเสียแรงเกิดเป็นคน มีอะไรกับข้าก็ว่ามา"

ครูสุกโกรธจัด ชี้หน้าเด็กหนุ่ม

"เอ็งจำไว้ให้ดี พวกเอ็งต่างหากบังคับให้ข้าต้องทำอย่างนี้ แต่ข้ายืมมือพม่ามันมาบุกป่าโมกเท่านั้น ต่อไปข้านี่แหละจะลวงพวกมันไปให้ทัพกรุงศรีฯ ฆ่าอีกที สำหรับเอ็งอ้ายหนุ่ม เอ็งกับข้าเคยผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาแล้วในเพลงมวย คราวนี้ข้าจะต้องทดสอบกับเอ็งเป็นหนที่สามว่าใครจะเหนือกว่า"

ขนมต้มอยากหัวเราะในความเขลาอย่างไม่น่าเป็นไปได้ของครูมวยโคราชเพียงเพราะปล่อยให้ความแค้นครอบงำความคิด มันตอบถ้อยทันใด

"หากข้าไม่สู้ล่ะ?"

"เอ็งต้องตายด้วยดาบข้าพร้อมกับอ้ายนั่น"

"ไม่มีทางเลือกอื่นเลยหรือไร?"

"เอ็งต้องเอาชนะเพลงมวยข้าให้ได้"

ขนมต้มหยักรั้งผ้าขึ้น ยื่นห่อผ้าและดาบให้เจ้ามิ่ง ขณะที่ครูสุกปลดดาบออก แสยะยิ้มสมใจหวัง

ครูมวยโคราชพยักหน้าดังบอกว่าพร้อมต่อสู้ได้ทุกเมื่อ

ขนมต้มจดมวยเข้าหาทันที

เจ้ามิ่งหลบออกไปให้พ้นระยะ มันนั่งยองๆ อ้าปากหวอไม่เชื่อตาว่าจะได้ดูยอดมวยพันตูกันกลางป่า

ครูสุกเตะนำเข้าที่ขาพับมั่นใจล้นพ้นว่าจะปราบมวยรับอย่างขนมต้มได้ไม่ยาก

เด็กหนุ่มชักขาหลบทันพร้อมกับเตะสวนเข้าหัวไหล่เต็มแรง มันกลับเป็นฝ่ายรุกเข้าทำต่อเนื่อง

ครูสุกเองไม่คาดคิดว่าขนมต้มจะเปลี่ยนรูปมวยกะทันหัน จึงถอยหลังกะล่อให้เด็กหนุ่มถลำลึกเข้ามาอีก

ขนมต้มเตะซ้ายสูงตาม ครูมวยโคราชปัดขานั้นได้ ขนมต้มขยับเตะติดพันขณะที่ครูสุกเตรียมง้างหมัดขวาชกสวน แต่ขนมต้มกลับพลิกเท้าเป็นถีบย้อนเข้ายอดอก

ครูสุกตายน้ำตื้นด้วยเจอไม้นี้เต็มรัก ร่างล่ำสันใหญ่โตกระเด็นลงไปพังพาบพิงพุ่มเถาวัลย์เปรียง อารมณ์ซึ่งควบคุมมาไว้อย่างดีขาดผึงลงทันใด ครูสุกกระโดดขึ้นโดยไว เตะซ้ายขวาสลับบนล่างพัลวัน

ขนมต้มปัดป้องไว้ได้หมด ที่ผ่อนเบาได้ก็เบี่ยงตัวหลีกแรงปะทะ ที่หลบได้ก็ถอยพ้น

ครูมวยโคราชนึกแปลกใจครามครันว่าเหตุใดหนนี้ขนมต้มจึงดูผิดหูผิดตาและทนทานผิดมือผิดตีน แขนข้างซ้ายของมันที่เคยหักเดาะ โดนเตะเต็มที่หลายทีก็ไม่มีวี่แววจะหักห้อยดังเดิม ที่สำคัญครั้งนี้เพลงบุกของมันช่างว่องไวรวดเร็วสอดรับกันเป็นจังหวะ

เห็นทีจะต้องใช้ไม้ตายเตะถอนเขาพระสุเมรุสกัด ขืนปล่อยไว้เนิ่นนานจะพาลเสียแรงจนเป็นรองยากแก่การแก้ไข

แล้วครูสุกก็เตะขวารุนแรงเข้าหัวเข่าซ้ายเด็กหนุ่ม

ขนมต้มยกเท้าซ้ายถีบยัน

ครูสุกปัดเอาไว้ได้ ย้ายมาเตะซ้ายตรงหัวเข่าขวาเด็กหนุ่มอีก คราวนี้มีเสียงดังผับ ขนมต้มเข่าอ่อนยวบ

ครูสุกไม่รอช้าเตะตัดขาพับซ้ายซ้ำทันที

เท่านั้นเองขนมต้มก็คะมำหงายกึ่งนั่งกึ่งลุก ครูมวยโคราชเตะขวาตามช้อนตัวเด็กหนุ่มขึ้น เพื่อให้ขนมต้มก้นลอยกระแทกพื้นแล้วจังหวะนั้นครูสุกจะโถมตัวทิ้งเข่าคู่ศอกคู่ลงปลิดชีวิตโดยไม่พลาดเป้าหมาย

หากแต่ขนมต้มกลับฉวยโอกาสบังลูกเตะซ้อนขวาด้วยศอกซ้ายและมือขวาก็ตะปบจับข้อเท้าครูสุกได้

ร่างที่จะล้มแหล่มีล้มแหล่ของเด็กหนุ่มพลันทรงตัวขึ้นง่ายดาย

ครูมวยโคราชสะบัดขาหลุดออก ไม้ตายถอนเขาพระสุเมรุเสียจังหวะแล้ว

ไม่นานนักครูมวยโคราชก็เริ่มรู้สึกถึงการตกเป็นรอง เพราะกำลังกล้ามเนื้อหย่อนแรงลงแทบทุกส่วน

แต่ไก่เจนบ่อนอย่างครูสุกมีหรือจะเปิดจุดอ่อนให้่คู่ต่อสู้เห็น

ครูสุกจึงทะยานเข้าเตะลำตัวเด็กหนุ่มแล้วชกตามติดสุดแรง ขนมต้มพลิ้วหลบออกด้านซ้าย ห่อไหล่งอศอกคู่ขึ้นปิดหมัดตรง

ครูมวยโคราชครั้นเห็นว่าอาวุธวงนอกไม่ระคายเคืองผิดหนังเด็กหนุ่มจึงเสี่ยงเข้าทำวงใน เพราะอย่างน้อยเข่าและหมัดของครูสุกก็หนักหน่วงพอที่จะคว่ำคู่ต่อสู้ได้

ครูสุกระดมชกซ้ายป่ายขวาเพื่อหาทางแทงเข่า แต่ขนมต้มยังคงยกศอกคู่บังคาง และเอาเข่าขวากันช่องท้องไว้ แทบหาจุดว่างไม่พบ

เด็กหนุ่มถอยร่น ครูสุกเร่งชก

ขนมต้มถีบสกัด ครูสุกปัดไว้

เด็กหนุ่มเอียงผวา ครูสุกพุ่งเข้าใส่ว่องไว

แต่ขนมต้มว่องไวกว่า เพราะทันทีที่ครูมวยโคราชบุกเข้าหมายชกตัดกำลังแล้วเสยเข่า

ขนมต้มพุ่งเข้าปะทะด้วย ศอกคู่ยังคงปิดส่วนบนไว้รัดกุม

ครูสุกเองกลับทำอะไรไม่ถูก จึงชกขวาสวนสกัด

เด็กหนุ่มโยกหัวหลบ พอได้ระยะศอกข้างขวาก็เปิดออกแล้วตีงัดขึ้นเข้าปลายคางครูสุกถนัดถนี่ ครูมวยโคราชชวนถอย ขนมต้มได้โอกาสกระโดดถีบ

ครูสุกกระเด็นไปไกล เจ็บปวดทั้งตัวทั้งหัวใจเหลือที่จะกล่าว ตาคมปานเหยี่ยมฉายแววดุดันดังกองไฟแรงกล้า

ครูเฒ่าพลิกกลิ้งคว้าดาบขึ้นกุมไว้สองมือ

เจ้ามิ่งที่จับจ้องดูการต่อสู้ตลอดเวลารีบโยนดาบให้ขนมต้มทันทีตัวมันเองก็กุมดาบแน่น ปากตะโกนด่า

"นี่หรือวะยอดมวย ทำไมต้องใช้ดาบด้วย"

ครูสุกเสียงกร้าว

"เสียเวลากูโว้ย พวกมึงเตรียมตัวตายกันได้แล้ว"

แล้วครูเฒ่าก็รุกเข้าฟันขนมต้ม เด็กหนุ่มยกดาบรับจนหัวไหล่สะเทือน เจ้ามิ่งจู่โจมฟันด้านข้าง ครูสุกป้องไว้ รุกไล่ฟันเจ้าหนุ่มจนตั้งตัวไม่ติด ขนมต้มพลิ้วฟันเพื่อเพลาการต้อนของครูสุกต่อเจ้ามิ่ง

ครูสุกหันกลับเพียงนิดเดียว ก็เอาดาบสองย้อนฟันเด็กหนุ่มได้ ขนมต้มต้องถอยกรูด เจ้ามิ่งสะอึกเข้าใส่ แต่ครูสุกรอจังหวะอยู่แล้วจึงสะบัดดาบหนึ่งกลับ คมดาบเฉี่ยวเอาแขนซ้ายเจ้ามิ่งเลือดไหลเป็นทางยาว ดาบหนึ่งฟันทบเข้าอีกที เจ้ามิ่งเสียขวัญแล้วเมื่อเห็นเลือด แม้จะยกดาบรับไว้ได้แต่ความรุนแรงเหลือกำลังรับ

ดาบของเจ้าหนุ่มพลัดกระเด็นหลุดทันใด

ดาบสองของครูสุกซึ่งยกรับดาบของขนมต้มไว้ ชักกลับมาฟันเฉี่ยวเอาลำตัวเจ้ามิ่งอีก ขณะที่ดาบหนึ่งย้อนตวัดใส่ขนมต้มเต็มแรง ขนมต้มถอยหลังออกเพื่อล่อให้ครูสุกตามรุก หมายเปิดโอกาสให้เจ้ามิ่งได้เก็บดาบ

ครูเฒ่าสืบเท้าก้าวเดียวและฟันสลับหนึ่งสองรวดเร็วจนยากแก่ป้องกันทันท่วงที

คมดาบหนึ่งเปิดแผลตรงสีข้างเด็กหนุ่ม

คมดาบสองทวีฟันลง

ดาบหนึ่งตีตวัดรุก

ดาบขนมต้มตกกระเด็นไปอีกคน

ครูสุกเปลี่ยนทิศพุ่งเข้าใส่เจ้ามิ่งที่ยงโย่ยงหยกตัดสินใจคว้าดาบเจ้ามิ่งกลิ้งหลบ ดาบถูกเขี่ยหลุดลอยเข้าพงลึก แล้วครูสุกก็พุ่งเข้าหาขนมต้มฟันใส่ไม่ยั้ง เด็กหนุ่มซึ่งเพิ่งเก็บดาบขึ้นก็พลาดท่า ดาบหลุดมือเป็นคำรบสอง

ครูเฒ่าตวาดก้อง

"หยุดทั้งคู่นะ หากขยับอีกนิดเดียวหัวอ้ายขนมต้มหลุดกระเด็นแน่ พวกมึงแพ้แล้วอย่าร่ำไร"

เจ้ามิ่งที่กระโดดเข้าตามหาดาบต้องจำใจยืนค้างคาเท่านั้น

ครูเฒ่ากระหยิ่มอย่างผู้มีชัย จ่อดาบฉวัดเฉวียนแถวหน้าขนมต้มซึ่งนั่งนิ่งอยู่

"เก่งมากอ้ายหนุ่ม เอ็งทำให้ข้าล้มได้ถึงสองครั้งในเพลงมวยแต่เพลงดาบเอ็งเหมือนเด็กหัดใหม่ ที่ข้าล้มครั้งนี้เพราะเอ็งมีแรงรุกเหนือข้าและไม่ยอมเปิดช่องให้ข้าโจมตีได้เช่นครั้งก่อน ฝีมือเอ็งหากเจออ้ายเปลวอีกหนคงสนุกแน่..."

เด็กหนุ่มมองหน้าครูสุกท้าทาย

"จะฆ่าข้าฆ่าเสีย อย่ารีรอให้เสียเวลา"

"ยังดอก เอ็งสมควรมีชีวิตสืบไป บอกตรงๆ ข้ายังเสียดายเพลงมวยเอ็ง เพราะอ้ายเปลวมันร่ำร้องขอแก้มือมานานเต็มที ข้าจะปล่อยอ้ายนั่นไป หากเอ็งยอมให้ข้ากุมตัวเสียดีๆ

"ถ้าข้าไม่ยอมล่ะ?"

"เอ็งสองคนก็เป็นผีเฝ้าโผงเผงแบบอ้ายนุ่นน่ะสิวะ"

เจ้ามิ่งตะโกนบอก

"พี่ขนมต้มอย่าห่วงข้า ข้าจะตายหรืออยู่ไม่สำคัญ"

"สำคัญสิ!"

เสียงห้าวกล่าวแทรกซ้อนขึ้น ครูสกหันขวัยพร้อมกับขนมต้มที่พลิกหน้า จังหวะนั้นเด็กหนุ่มก็พุ่งตัวพ้นระยะดาบครูเฒ่า เจ้ามิ่งเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะชายที่โผล่ตัวตามเสียงออกมานั้นรูปร่างกำยำดีเหลือเกิน ท่วงทีกุมดาบก็องอาจ ฝักดาบฝังโลหะสวยงามวามวาว ที่ต้นแขนขวาผูกผ้าสีจำปาซีดไว้

ครูสุกหลุดปากโกรธเกรี้ยว

"เอ็งอีกแล้วหรือ"

ชายคนนั้นก้มหัว

"ใช่ข้าเอง ผ่านมาทางนี้ได้ดูเพลงดาบเพลงมวยของเจ้าก็คุ้มตาอยู่ แต่ไม่ชอบใจที่เจ้าแพ้ชนะแล้วไม่รู้จักเลิกรา"

ครูสุกตาเขม็งหน้าแดง

"ข้ามีหนี้กับเจ้าอยู่ด้วย มาก็ดีแล้วขอสะสางอีกคน"

"ข้านะหรือ?"

"เอ็งนั่นแหละ เอ็งเคยบุกขึ้นพระบาทแล้วเตะแขนน้องข้าหักจนพิการต่อหน้าพระที่นั่ง"

"น้องเจ้าจิตใจโหดเหี้ยมเกินกว่าจะเป็นนักมวย ชกคนตายแล้วยังมิรู้สำนึก คนเช่นมันไม่สมควรได้ชกกับใครอีก"

ครูสุกแทบคลั่งเพราะถูกคำตอบแทงใจ ริมฝีปากกระตุก ซึ่งคนใกล้ชิดถึงจะรู้ว่าขณะนี้ครูมวยโคราชโกรธจัดแล้ว

"เอ็งสร้างความแค้นให้ข้ามาเกือบยี่สิบปี ข้าสาบานกับตัวเองไว้ว่าจะควานหาตัวเอ็งล้างแค้นแทนอ้ายสีน้องข้าให้ได้"

ชายคนนั้นยังสงบเฉย เจ้ามิ่งและขนมต้มยืนฟังการเจรจาของคนทั้งคู่ด้วยความสนใจ ครูสุกสำทับตาม

"เอ็งเตรียมตัวได้แล้ว"

ชายนิรนามยิ้มเยือกเย็น

"เมื่อเจ้าคิดเช่นนั้นก็ตามใจ แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่ข้าลืมบอกเจ้า"

"อะไรวะ?"

"ข้าแอบฟังเจ้า แอบดูเจ้าที่มาวนเวียนอยู่แถวนี้เมื่อวันก่อนแล้วก็รู้ว่าเจ้าบังอาจมากที่กล้าชักเอาพม่ามาฆ่าคนไทย"

"มันเรื่องของข้า"

"นั่นแหละที่ข้าจะบอกเจ้าว่า ข้าจะขอประลองเพลงดาบสองมือกับเจ้า"

ครูสุกต้องใจข้อเสนอ ตาลุกวาว

"ไม่ขัด"

"และจำไว้"

"อะไรอีกวะ?"

ชายนิรนามยิ้มเยือกเย็นยิ่ง ตอบเสียงที่ทำให้ครูสุกแสยงเย็นยิ่งกว่า

"ข้าขอเอาชีวิตเจ้าเซ่นให้แผ่นดิน...อ้ายคนขายใจ!".

(ตอนที่ ๔๕)

Recent posts

error: Content is protected !!