นายขนมต้ม : ยอดคนเหนือตำนาน นวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ โดย คมทวน คันธนู (ตอนที่ ๔๗)


"....การที่คมทวน คันธนู ริเริ่มแต่งนวนิยายอิงประวัติศาสตร์นายขนมต้มนั้น นับเป็นความคิดอย่างใหม่ที่พึงสนใจแก่ผู้ใฝ่รู้ อาศัยที่ผู้แต่งเป็นกวี เมื่อเขียนนวนิยายก็อดพกความเป็นกวีติดมาด้วยไม่ได้ การบรรยายด้วยสำนวนโวหารจึงฟังรื่นหู มีอลังการของภาษาที่ประณีตแต่งขึ้นด้วยความสุขุมและความตั้งใจเป็นสำคัญ"

ดร. นพพร สุวรรณพานิช

"This is the best Thai novel I've read so far this year."

Gap-Bangkok Post

"เอ็งจำไว้นิสัยนักรบเมื่อได้สดับกลองศึกรัวหนึ่ง

วิสัยอิสตรีผู้เห็นอาภรณ์หนึ่ง

และวิสัยเด็กที่อยู่ใกล้ขนมหวานหนึ่ง

ไม่มีใครอดใจได้"

ครูสุกเอี้ยวตัวเตะดาบขนมต้มมาให้ทางชายนิรนามทันทีอารมณ์คุกรุ่นด้วยโกรธกล้า

ชายนิรนามก้มลงเก็บดาบ จังหวะนั้นครูสุกก็พุ่งเข้าใส่ดังแย้วิ่งเข้าหารู แต่ชายไม่มีชื่อพลิ้วตัวออกทันท่วงทีพร้อมกับดาบขนมต้ม

ครูเฒ่าโถมฟันดาบสองตามเข้าเบื้องซ้ายล่าง แล้วฟันขึ้นบนด้วยดาบหนึ่ง ชายนิรนามปิดรับไว้ พลางตวัดดาบซ้ายสวนมาก่อนที่จะรุกเข้าทำบ้าง

สองยอดฝีมือผลัดกันรุกรบอยู่หลายชั่วอึดใจ ทั้งขนมต้มและเจ้ามิ่งตื่นตาจนลืมหน้าที่เพราะคู่ต่อสู้ทั้งสองต่างมีเพลงดาบไม่ยิ่งหย่อนกัน ครั้งที่เจ้าดำประลองกับเจ้าเปลวว่าเร้าใจแล้วยังเป็นรองการต่อสู้ระหว่างครูเฒ่ากับชายนิรนามหลายช่วง

ครูสุกคล้ายรู้ตัวว่าพลาดไม่ได้ด้วยเจอคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือสูงส่งยิ่ง ชื่อเสียงที่ตรลบไปทุกหย่อมหญ้าในเพลงดาบแลเพลงมวยกลับมาถูกอ้ายคนไม่มีหัวนอนปลายตืนเปล่งแสงกลบเสียเกือบสิ้น

คิดแล้วอารมณ์ของครูเฒ่าก็เรรวนป่วนปั่น

และนั่นเองเป็นจุดพลาดที่เปิดช่องให้สำหรับชายนิรนามซึ่งเป็นคนที่รู้จักรอและฉวยจังหวะเหนือคนธรรมดา

ครูสุกกลายเป็นฝ่ายรับและล้าแรงลงไปเรื่อยๆ แม้กระนั้นด้วยหัวใจทรหด ครูเฒ่ากลับพลิกไม้ขึ้นจ้วงฟันบ้าง ชั่วเวลาที่ชายนิรนามหยุดสืบเท้า ครูสุกจึงทะลวงรุกคืน

พลันเพลงดาบลึกลับของครูเฒ่าที่ใช้เป็นไม้ฆ่าศัตรูและเป็นไม้ตายยามจวนตัวเพื่อตีฝ่าอันตรายออกมาถูกดึงออกมาใช้ได้จังหวะยิ่งเพราะเท้าฝ่ายตรงข้ามตายลงแค่เสี้ยวฟ้าแลบเท่านั้น ครูสุกเสือกดาบสองฟันย้อนขึ้นคมดาบตัดเอาชายผ้าประเจียดสีจำปาต้นแขนขวาของชายนิรนามขาดวิ่น ผ้าซึ่งพกติดตัวมาตลอดชีวิตเร่ร่อนในยามจับดาบคือสิ่งมีค่าสิ่งเดียวสำหรับชายนิรนาม เมื่อเท้าหยุดแล้วมิหนำดวงตายังพะวงกับผ้า มือจึงพลอยชะงักงัน ครูสุกฟันหนึ่งสองตามแล้วตวัดดาบหนึ่งข้ามไหล่ข้ามคอ

ชายนิรนามพลิ้วเอนหลบรอดคมมาได้หวุดหวิด ซึ่งครูสุกเองก็คาดไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้จะหลบหลีกได้ เท่านั้นยังไม่พอ ชายนิรนามที่เอนกายหลบกลับพุ่งดาบซ้ายปัดดาบสองของครูสุก ดาบขวาในมือพลิ้วขึ้นฟันเฉียงลง ครูมวยโคราชเอาดาบหนึ่งขึ้นรับและบัดดลครูเฒ่าก็ล่วงรู้ว่าพลังข้อมือของชายนิรนามนั้นแข็งแกร่งเพียงใด เพราะตัวมันทรุดลงด้วยแรงมหาศาลมือสั่นสะท้าน ดาบซ้ายของชายนิรนามโถมฟันใส่ไม่ยั้ง ครูสุกเอาดาบสองรับอีก แต่ทว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยถูกคู่ต่อสู้ยืนค้ำกดแรงดาบ

เท้าขวาของชายนิรนามชักถีบยันรวดเร็วยิ่ง ครุสุกผงะหงายดาบขวาที่รอโอกาสจึงฟันตามลงไป ครูสุกยกดาบรับ กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดก็สายเสียแล้วเพราะดาบสองซึ่งรวดเร็วกว่าฟันแหวกเข้าลำคอดังฉับ

ครูสุกหัวขาดกระเด็นสิ้นใจทันใด เลือดพุ่งกระฉูดนองพื้นป่า

เจ้ามิ่งหลับตาปี๋ ขนมต้มยืนขาแข็ง ขณะที่ชายนิรนามยืนจังก้าดูศพครูสุกคล้ายปลงอนิจจัง เจ้ามิ่งค่อยๆ ลืมตาขึ้นตัวสั่นเทิ้ม บอกกับขนมต้มเสียงสั่นเทา

"น้าเขาเก่งเหลือเกิน"

ชายนิรนามหันขวับ

"ข้าไม่ได้เก่งหรอก เจ้าสุกต่างหากที่เก่ง แต่ว่าจิตใจมันต่ำทรามเกินไป ทั้งที่คนเขาลือว่ามันมีหนังเหนียวยิ่งกว่าจระเข้"

ขนมต้มอดสงสัยไม่ได้

"ช่วยบอกฉันหน่อยเถิดว่าจิตใจมันต่ำเช่นไร?"

"มันใช้ตืนเขี่ยดาบลงอาคมของเอ็ง เอ้า!"

ชายนิรนามพูดพลางโยนดาบคืนให้ขนมต้ม เด็กหนุ่มรับไว้คล่องแคล่ว ก่อนพูดเสียงอ่อนโยน

"น้า..."

ชายนิรนามพูดขึ้นลอยๆ

"เพลงมวยของเอ็งนับว่าก้าวหน้าไปมากเพราะเอ็งรู้จักเลือกที่จะใช้อาวุธให้เข้ากับจังหวะ ดาบธรรมดาย่อมใช้ฆ่าง้าวยาวได้เช่นไร เพลงมวยสามัญย่อมใช้กำราบไม้ตายสูงสุดได้ ดังเช่นเอ็งใช้แม่ไม้ธรรมดาทำให้ครูสุกลงไปนั่งพื้นได้ถึงสองหน"

ขนมต้มใจชื้นขึ้นเมื่่อชายนิรนามไม่ได้ผลักไสไล่ส่งเช่นครั้งก่อน

"น้าจะไปหนใด?"

"เอ็งถามข้ามากเกินไป แต่ถ้าเอ็งอยากรู้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน"

"น้าอยากให้ฉันทำอะไร?"

"ถ้าเอ็งอยากรู้ ข้าก็อยากให้เอ็งทำ"

"ฉันอยากรู้"

"ข้าต้องรีบลงไปบ้านโพสังหาร"

ขนมต้มซักไซ้เหมือนเด็กสอดรู้

"น้าจะลงไปทำไมหรือ?"

"แจ้งว่ามีทัพคนกล้ากลุ่มหนึ่งหักทัพพม่าทางบ้านหันตรามุ่งไปทางตะวันออก ข้าจำนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้แล้ว เหมือนครั้งบางระจัน"

"ฉันสิ้นสงสัยแล้ว น้ามีอะไรให้ฉันทำบอกมาเถิด"

ชายนิรนามมองดูขนมต้มเต็มตาอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจพูด

"ข้าตั้งใจไว้แต่ครั้งออกจากกรุงศรีฯ เมื่อศึกกลางเมืองว่าจะเลิกจับดาบออกรบและไม่ยอมถ่ายทอดเพลงมวยให้ใคร จะไม่ปริปากถึงเรื่องของข้ากับผู้ใด ครั้นพบเอ็งโดยบังเอิญ เวรกรรมของข้าจึงพลั้งปากเล่าเรื่องแล้วยังฝึกมวยให้เอ็งอีก ต่อมาเมื่อมีข่าวศึกพม่าประชิดเมือง ข้าตั้งใจหลบเร้นไปไกลตาคนและจะไม่ปะทักทายเอ็ง แต่เหมือนผีแกล้งเผอิญข้ากลับเจอเอ็งถึงสองครา พร้อมกับหัวใจของข้าที่ยอมผิดคำเพราะข้าต้องจับดาบรบพม่า ข้าไม่อาจทนเห็นแผ่นดินของเราลุกไหม้เพราะศึกสงครามอีกต่อไป พบเอ็งวันนี้ก็ดีแล้ว..."

ขนมต้มลำล่ำละลักพูด

"ดีเพราะน้าอยากเห็นฉันรบพม่าหรือ?"

"เปล่า...ข้าไปครั้งนี้ใช่ว่าจะรอดชีวิตกลับมาง่ายๆ ก็หาไม่ เพราะฉะนั้น เพลงมวยของข้าอาจล้มหายไปพร้อมกับตัวข้า ข้าจึงอยากประหมัดกกะเอ็งก่อนว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะใคร"

คำพูดเรียบเฉยของชายนิรนามนั้นทำให้ขนมต้มตกใจไม่น้อยแต่เด็กหนุ่มกลับข่มลงได้ และดวงตาของคนที่มันถือเสมือนเป็นครูบ่งบอกความหมายอะไรบางอย่างอยู่

ขนมต้มคิดย้อนไปถึงคำพูดของชายนิรนามครั้งบ้านกุ่มก่อนจากแล้วมันก็เข้าใจความหมายทั้งหมด ขนมต้มวางดาบลงยื่นห่อผ้าให้เจ้ามิ่งซึ่งอ้าปากหวอฟังการเจรจาอย่างมึนงง

เด็กหนุ่มรับคำหนักแน่นยิ่ง

"ตกลง"

ชายนิรนามยิ้มเล็กน้อยด้วยพึงพอใจ ก่อนสั่งให้เจ้ามิ่งลากศพครูสุกทิ้งเข้าพงลึก

"เอ็งกับข้ามีเวลาไม่มากนัก ดังนั้นอย่าออมมือเพราะวันนี้ข้าแพ้ไม่ได้ เอ็งก็เหมือนกัน"

คนต่างวัยสองคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยร่วมฝึกซ้อมเพลงมวยมาด้วยกันบัดนี้กลับต้องมาประลองกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ชายนิรนามจดมวยรัดกุมเยื้องย่างเข้าหา ขณะที่ขนมต้มวนออกทางขวาพร้อมกับเอาเหลี่ยมซ้ายออก

ชายนิรนามเป็นฝ่ายเข้ารุกทำก่อน เด็กหนุ่มรอฉวยจังหวะโต้ตอบดูเหมือนว่าเพลงมวยของใครต่อใครที่ผ่านมายังไม่ทำให้มันต้องรู้สึกเกรงขามเท่านี้เลย

คนทั้งสองงัดเอาแม่ไม้ทุกชนิดมาใช้พลิกแพลงใส่กันเป็นพัลวัน ขนมต้มเสียเปรียบตรงที่กว่าจะแก้ทางได้ ต้องคลำจุดถึงสองหน โดยหนแรกมันจะพลิ้วตัวหลบแล้วจดจำหาจังหวะเข้าทำบ้าง

พักใหญ่ชายนิรนามจึงเพลาการบุกลง แล้วเป็นฝ่ายร้องห้าม

"พอที ได้เลือดคนละนิดหน่อยแล้ว หวังว่าคราวต่อไปข้าคงไม่ต้องพบเอ็งแบบนี้อีก"

เด็กหนุ่มชะงัก เช็ดเลือดริมฝีปากที่เกิดจากหมัดของชายนิรนามทั้งเลือดจากสีข้างก็ไม่หยุดดี มันพึมพำ

"น้าเป็นครูให้ตั้งแต่เข้ามากระทั่งจากไป"

ชายนิรนามก้มลงหยิบฝักดาบด้ามคร่ำ แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

"ตอนนี้ทั้งแผ่นดินคงยากที่จะหาคนเข้าประลองเพลงมวยกับเอ็งได้ จะมีเพียงเจ้าทองดี ฟันขาวเท่านั้น สำหรับข้าอายุขัยเปรียบเหมือนกองไฟใกล้ราฟืนเข้าทุกวัน รอเวลาลุกไหม้พวยพุ่งขึ้นครั้งสุดท้ายแล้วก็ต้องดับลง..."

กล่าวจบชายนิรนามจึงหันหลังเดินออกโดยมิได้เหลียวหลังกลับคืน ขนมต้มยืนมองจนเกือบลับตา แล้วมันก็ทรุดลงกราบตามทิศทางที่ชายนิรนามเดินจากไป

เจ้ามิ่งส่งดาบให้เด็กหนุ่ม ปากพูดจ้อเพราะดีใจที่ครูสุกตายและมันกับขนมต้มก็ไม่ได้เจ็บมากมาย

"โอ้โฮ! พี่ขนมต้ม ถ้าเราได้น้าเขามาช่วยรบพม่าคงดีกว่าได้กองทัพจากกรุงศรีฯ เสียอีก ทำไมพี่ไม่ชวนเขามาช่วยล่ะ?"

ขนมต้มสั่นหัวพร้อมกับก้าวเดิน

"ข้ารู้จีกนิสัยเขาดี เขาจะช่วยก็ต่อเมื่อเห็นว่าเราสู้ไม่ได้เท่านั้น"

"แต่นี่เราก็แย่แล้วนาขืนช่วยแบบนี้ก็ต้องเป็นอย่างบางระจันน่ะสิ"

"เอ็งอย่าเพ่อกล่าวโทษคน แต่แรกบางระจันนั้นเข้มแข็งมากทั้งทางเราก็ช่วยอยู่ ใครจะรู้ว่ากรุงศรีฯ จะปล่อยปละละเลย และคนอย่างครูสุกจะเห็นผิดเป็นชอบ นี่ข้าเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าครั้งนี้กรุงศรีฯ จะถือเป็นเรื่องสลักสำคัญหรือเปล่า"

เจ้ามิ่งนิ่งเงียบเพราะคำพูดของขนมต้มมีน้ำหนักเพียงพอ สองหนุ่มจ้ำเท้าเลาะหลีกมาตามทางไม่รั้งรอ โดยมิรู้ว่ากาลข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เพราะความหวังที่ตั้งใจไว้นั้นดังน้ำค้างบนยอดหญ้ายามสายรังแต่จะระเหยหายได้ทุกเมื่อ

ฝ่ายเจ้าเปลวหลังจากที่ตัวมันกับครูสุกได้ลักลอบเจรจากับมังทอคคะยานายกองลาดตระเวณของพม่าให้เข้ามาบุกโจมตีป่าโมกแล้ว โดยตัวมันจะขออาสานำทัพจู่โจมเอง

มังทอคคะยาคะเนแล้วเห็นว่าเป็นการลิดเสี้ยนหนามแบบได้เปล่าจึงคุมทัพพม่ากว่าสามร้อยคนเข้ามายังคุ้มเหนือ

เจ้าเปลวเองก็นึกกระหยิ่มที่จะยิงนกสองตัวด้วยธนูดอกเดียวเพราะมันนัดหมายกับครูสุกว่าจะให้ทัพพม่าบุกเข้าป่าโมกก่อน ส่วนครูสุกจะลอบไปสกัดกองสอดแนมของชาวป่าโมกทีหลัง แล้วจะเลยลงมาขอกำลังไปทำลายพม่าทางออกญารัตนาธิเบศวร์ แม่ทัพผู้เกณฑ์กำลังทหารมาจากโคราชและเสมามาช่วยป้องกันกรุงศรีฯ

แต่ครูสุกก็พลาดเพราะคิดว่าเพลงมวยแลเพลงดาบของตนจะกำจัดขนมต้มได้

เจ้าเปลวรอจนถึงฤกษ์ตามกำหนดนัดคือเที่ยงตรงวันพุธขึ้น ๘ ค่ำจึงพาทหารพม่าแลนายกองสำคัญคือมังทอคคะยาลงยึดคุ้งเหนือได้เป็นด่านแรก เนื่องจากผู้คนอพยพลงมาเข้าค่ายทางคุ้งใต้กันหมด

จากนั้นเจ้าเปลวก็มาหยุดยั้งตั้งท่ารออยู่ตรงคุ้งใต้ ท่าของมันดูสง่างามไม่น้อยยามนั่งบนหลังม้า ขัดดาบคู่สะพาบไว้เบื้องไหล่

มังทอคคะยาให้ล่ามถามเจ้าเปลวว่า เหตุใดจึงรีรอไม่รีบโจมตีค่ายคุ้งใต้ทั้งที่ดูขอบเขตแล้วไม่ยากนักที่จะทำลายได้เพียงชั่วเวลาคืนเดียว

เจ้าเปลวต้องการเหนี่ยวรั้งรอทัพครูสุกจากกรุงศรีอยุธยาอีกวันหนึ่งจึงแกล้งตอบว่า ต้องการล้อมค่ายทำลายขวัญคนข้างในเสียก่อน และอีกประการหนึ่ง มีผู้หญิงงามอยู่หลายคน รวมทั้งข้าวของมีค่าหลายอย่างจึงไม่อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า

พอได้ฟังมังทอคคะยาก็ลืมความขุ่นข้องหมองใจสิ้นเชิง นึกกระหายที่จะได้กกกอดสาวสยามเป็นที่ยิ่ง แต่ก็ไม่ว่ายกำชับให้เจ้าเปลวเร่งโจมตีภายในสองวันจากนี้ให้ได้

ข้างครูทองอยู่ ครูเสาร์ และพันเพชรครั้นเห็นเจ้าเปลวนำทัพพม่ามาล้อมค่ายก็ให้แค้นใจจนแทบคลั่ง ได้แต่นั่งหารือกัน ด้วยรู้ว่าเจ้าเปลวยังมิกล้าเข้าโจมตีเพราะขาดครูสุก ชะรอยคงซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ว่าฝ่ายครูทองอยู่กับครูเสาร์จะรับมือวิธีใด ทั้งพันเพชรและเจ้าเต็มก็ตกอยู่ข้างใน

เจ้าเทียบก็กุมกำลับทางค่ายปีกขวาร้อนใจยิ่งทะลุกลางปล้องขึ้น

"เราบุกตีมันก่อนเอาให้รู้ดีรู้ชั่วเลยดีไหมพ่อ?" ขืนรอให้มันบุกอยู่อย่างนี้มีแต่เสียเปรียบเปล่าๆ"

ครูเสาร์จุ๊ปาก ครูทองอยู่ยกมือโบก ครูดาบเป็นผู้เอ่ยขึ้น

"ไม่ได้ดอก กำลังเราน้อยกว่ามันสักกึ่งหนึ่งเห็นจะได้ ขืนบุกก่อนก็เหมือนฝูงยุงบินเข้าอุ้งขาแแมลงปอไปเท่านั้น ดูท่าทัพพม่ามันรีรออะไรบางอย่างอยู่ หากเป็นเช่นนี้ทัพจากกรุงศรีฯ คงขึ้นมาช่วยได้ทันท่วงที"

"ม้นรออะไรหรือครู?" เจ้าดำถาม

"ข้าก็ไม่รู้ได้ แต่ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก กำลังคนและอาวุธเราก็ไม่เพียงพอ"

จักจั่นเวลานี้หน้าเศร้าหมองยิ่งกว่าใคร เพราะคิดว่าตัวเองทำผิดที่ลอบปล่อยเจ้าเปลวจนเรื่องบานปลายขยายปล้องจึงร้องถาม

"ทำไมเราไม่ถอยหนีล่ะ?"

ครูเสาร์เสียงแข็ง

"เอ็งพูดออกมาได้อย่างไรกันวะ มีใครบ้างที่คิดหนีข้าศึกกับอ้ายคนทรยศ"

จักจั่นก้มหน้านิ่งนึกน้อยใจครามครัน บางครั้งพวกผู้ชายก็ไร้เหตุผลเสียจนไม่ยอมคิดถึงผลได้ผลเสีย มันเพียงอยากติงให้ถอนค่ายออกไปตั้งรับในทำเลที่ดีกว่า โดยไม่ต้องถูกบีบให้รอเช่นนี้ สาวเจ้าค่อยๆ ลุกเดินออกไปจากวงประชุม พันเพชรกล่าวขึ้นบ้าง ขณะที่เจ้าดำเลี่ยงออกไปคุมทัพทางปีกซ้าย

"เมื่ออ้ายเปลวมันทำระยำถึงขนาดนี้ ข้าจะลองเกลี้ยมกล่อมมันดูเอง"

ครูทองอยู่ขัดขึ้น

"ป่วยการเจ้าพันเพชร แม้แต่แผ่นดินเกิดมันยังกล้าคิดคด นับประสาอะไรกับพ่อแม่ เหลือแต่ว่ามัน่ะจะกล้าฆ่าเจ้าหรือไม่เท่านั้น"

พันเพชรนิ่งอึ้ง มองออกไปยังประตูค่ายรบด้วยหัวใจที่ร้าวรันทดงงงันกับการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นและไม่น่าจะเป็นไปได้ คนทั้งหมดพลอยเงียบหงอยไปด้วย

เจ้าดำเดินหาจักจั่นจนเจอ สาวเจ้านั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาหลั่งไหลเป็นสายอยู่คนเดียวใต้ซุ้มไผ่หลังบ้านครูทองอยู่ มันอ้อมตัวจักจั่นเข้ามานั่งคุกเข่าเบื้องหน้า สายตาอ่อนโยนดังแม่ชะนีที่พร้อมจะปกป้องภัยให้ลูกน้อย แล้วเจ้าดำก็เป็นฝ่ายพูดขึ้น

"เอ็งร้องไห้เพราะเสียใจที่ปล่อยอ้ายเปลวไปใช่ไหม?"

สาวเจ้าสะดุ้งใจ ปากซีดตะกุกตะกัก

"พี่ดำ...พี่ดำรู้"

เจ้าหนุ่มพยักหน้า

"เอ็งอย่าเสียใจไปเลย ที่อ้ายเปลวมันเร่งลอกครอบงูเห่าให้เห็นแต่เนิ่นๆ เช่นนี้ดีกว่าปล่อยให้มันฉกกัดเอาภายหลัง บางทีเราอาจหาทางป้องกันไม่ได้เลย"

สาวเจ้าใจชุ่มชื้นขึ้น

"แล้วพี่ดำไม่โกรธเกลียดข้าหรือ?"

"ข้าจะโกรธเกลียดเจ้าทำไม คนอย่างครูสุกกับอ้ายเปลวต่างหากที่ข้าควรอาฆาตแค้น"

"ที่ข้าร้องไห้เพราะเรื่องหนึ่ง"

"อีกหนึ่งล่ะ?"

เสียงเจ้าดำอ่อนนุ่มจนจักจั่นหวามใจ สาวเจ้าเอื้อนเอ่ยออกทันที

"ข้าติดขัดตรงที่ว่า เมื่อสู้อยู่ในค่ายมีแต่จะเสียเปรียบ ทำไมพ่อกับอาจึงทนตั้งรับอยู่ได้?"

เจ้าดำมองสาวที่มันรักน้ำใจไม่ขามเขินอีกต่อไป

"ข้าเข้าใจแผนศึกของครูดี ครูต้องการเอาความเสียเปรียบมาใช้ให้เป็นประโยชน์"

"ประโยชน์อย่างไรก็ไม่มีทาง"

"ฟังข้าก่อน...ที่ข้าว่าดังนี้เพราะข้าศึกมันก็เห็นว่าเราเป็นรองทุกอย่างโดยเฉพาะอ้ายเปลวมันรู้จักทางหนีทีไล่แถบนี้ดียิ่งกว่าทุกคนในกองทัพมันคงลังเลใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าเราจะปักหลักสู้ ทั้งยังรอให้มันเข้ามาโจมตีเสียอีก อย่าลืมว่าเวลานี้ครูสุกยังไม่อยู่ อ้ายเปลวขาดครูสุกก็เหมือนคนขาดวิญญาณ"

"เผื่อครูสุกกลับมาเล่า?"

"ป่านนี้อ้ายขนมต้มคงถึงกรุงศรีฯ แล้ว"

"หากกรุงศรีฯ ไม่ช่วยเหลือดังบางระจันเล่า?"

"พ่อข้าคงไม่ใจจืดใจดำที่จะมา"

"แม้ทุกอย่างไม่เป็นดังคิดเล่า?"

"พ่อเอ็งกับครูทองอยู่ก็จะใช้แผนรบตัดขั้วตีข้างซึ่งเป็นแผนสุดท้ายออกรบน่ะสิ"

"ทำอย่างไร?"

"เอ็งคุมทัพหลังไว้ให้ดีก็แล้วกันอย่าพะวงทางนี้จะเสียขบวนไปไม่เข้าการ"

"พี่ดำ"

"หือ!"

"พี่มีบุญคุณแก่ป่าโมกนัก ข้าขอขอบใจจนวันตาย"

เจ้าดำจ้องตาจนจักจั่นหลบวูบ โดยที่สาวเจ้าไม่ทันคาดคิดเจ้าหนุ่มก็หาญเอื้อมมือมากุมจักจั่นไว้ สาวเจ้าจะชักออกก็เกรงกลัวในที เจ้าดำพูดแผ่วเบา

"ข้ารักเอ็ง รักน้ำใจเอ็ง ข้าอยากให้เอ็งเอ็นดูข้าบ้างแม้น้อยนิดก็ยังดี แม้ข้ารู้ว่าเอ็งไม่ได้ไยดีข้าสักกิ่งก้อยเลย"

จักจั่นก้มหน้า มือของเจ้าดำอบอุ่นประหลาดล้ำ

"ใครบอกพี่?"

"อ้ายเปลวมันบอก"

"พี่เชื่อเช่นนั้นหรือ?"

"เชื่อ"

"ปากข้าเคยบอกหรือ?"

"ตาเอ็งบอกข้า ตาข้าบอกตัวเอง"

"ตาที่ชอบขุดคุ้ยแต่ของเก่ามาลวงพี่"

"ถ้างั้น...เอ็งไม่ได้รักมันแล้วใช่มั้ย?"

จักจั่นดึงมือเจ้าดำขยับขึ้นนั่งชิดแคร่เมื่อเห็นจักจั่นก้มหน้าอีกมันรั้งเอาหัวของสาวเจ้าเข้ามาแนบอกอย่างละมุนละไมยิ่ง ความรักในบางครั้งไม่ต้องการคำบอกเล่าหรือสรรพสำเนียงใดๆ ทั้งสิ้น

เจ้าดำรู้สึกเหมือนกับอยู่บนสวรรค์ทั้งที่ยังเป็นๆ".

(ตอนที่ ๔๖)

Recent posts

error: Content is protected !!