บางกอกแต่หนหลัง-เล่าเรื่องรถ, เรื่องเหล้าและรสรัก ตอน ๑๓ แหล่งกำเนิดก่อนตรอกข้าวสารมาจาก “บุปผาชน” & เกริ่นตำนาน Woodstock


อาลิ้ม ณ โรงภาษี-บรรเลง

John Sebastian

หลังจากสงครามเวียตนามว่ากันแบบนี้เลยละกาน กลิ่นอายของสงครามระบาดหนักมาถึงสยามเมืองยิ้มเข้าจนได้เนื่องเพราะบ้านใกล้เรือนเคียง

แทนที่จะต่างคนต่างอยู่แนว ๆ สบายใจเฉิบ ดันมีลัทธิคิดต่างเข้ามาทำให้โลกสะเทือนสะท้านบานตะเกียง ชาวบ้านชาวช่องอยู่กินไม่เป็นสุขไปทั่วทั้งโลก มนุษย์หนอ...มนุษย์มนา จะชิงดีชิงเด่นกันไปถึงไหน ทั้งที่ไม่มีหน้าไหนอยู่นิรันดร์

Richie Havens เปิดเวทีเนื่องจากวงแรกเข้างานไม่ทัน รถติดอย่างหนักหน่วง คาดว่าจะมีผู้ชมราว 50,000 ดันปาเข้าไปกว่า 400,000

Jimi Hendrix ปิดฉากงานนี้ด้วยเพลงชาติสหรัฐฯ The Star-Spangled Banner

สงครามเวียตนามจากแนวต่างความคิดทางการเมืองการมุ้ง และแล้ว "บุปผาชน" ทั้งจากยุโรปและอเมริกันมาเยือนสยามเมืองยิ้มก็ในยุคนี้

จนเกิด "เกสต์เฮ้าท์" แหล่งแรกของเมืองกรุงก็ตรงซอยงามดูพลี ถนนพระรามสี่ ละแวกบ่อนไก่นั่นล่ะ ตรงข้ามซอยปลูกจิต ซึ่งก่อนหน้านี้ออกแนว ๆ โรงเตี้ยมละแวกสถานีรถไฟหัวลำโพง ตรงถนนพระรามสี่ เป็นโรงเตี้ยมเก่าแก่ที่พักของบรรดานักเดินทางจากตจว. ที่ตะลอนมาหางานทำในกทม. ราคาค่างวดเพียงแค่คืนละ 50 บาท ห้องหับกะทัดรัด พอซุกหัวนอนได้

ฝรั่งมังค่าแนวแบ็คแพ็คเกอร์ในยุคกระโน้นมีเพียบ ทั้งจากยุโรปแลอเมริกาต่างมาสุ้มหัวกันเพียบแปร้ กระผมแวะเวียนไปร่วมวงสนทนาเป็นประจำยามค่ำคืน ด้วยอีกหนึ่งสตาร์ทอัพอินไทยเแลนด์ บรรดานักท่องเที่ยวยุคฮิปปี้ตะลอนท่องโลกตะวันออกอันตะลึงพึงเพริดไหลหลงเต็มกลืนทีเดียวด้วยเสน่ห์ของผู้คนแห่งเอเซีย และแล้วไม่วายเรื่องกัญชายาละเมอเพ้อพก ฤาจะว่า Buddha Stick เธอขานขับเช่นนี้

ส่วนทางด้านหน้าสถานีหัวลำโพง หากเงยหน้าจากสถานีก็ทางด้านซ้าย เจ้านี้ก็ที่พักพอมีระดับขึ้นมาหน่อย ของตระกูลพรรคพวกกระผมเอง เคยร่ำเรียนที่โรงเรียนสมถวิลแถวราชดำริมาด้วยกัน เกลอเก่าแก่เจ้านี้ บิดาเขานิยมชมชอบรถสปอร์ตอเมริกัน จอดหน้าโรงแรมให้เบิ่งทุกเมื่อเชื่อวัน เจ้า Oldsmobile Cutlass สีน้ำเงินฟ้าแสลงตาดีเชียว

ก่อนจะย้ายถิ่นฐานจนโด่งดังระดับโลกไปที่ "ตรอกข้าวสาร" อันอดีตของตรอกข้าวสารก็เป็นเพียงแค่ซอกซอยเล็ก ๆ ไม่ถึงกับเป็น "ชุมชน" ซะเท่าไหร่และไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ

ปัจจุบันคนดั้งเดิมแทบไม่เหลือหลอนับหัวได้ มีแต่คนต่างถิ่นไม่ทราบอดอยากมาจากไหน ซบช่องเข้ามาสร้างภาพทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสันกลายเป็นแหล่งมั่วสุมไม่น้อยกว่า 3 ทศวรรษ

ก่อน "บุปผาชน" จากตะวันตกเข้ามาเดินกันเกลื่อนซอยงามดูพลียุคนั้นเป็นซอยเงียบสงบ เข้าไปในซอยถึงสามแยกแรกตรงซ้ายมือจะมีอพาร์ทเมนท์ ในนั้นมีสระว่ายน้ำซึ่งแชมป์ว่ายน้ำของไทยเช่าทำกิจการสอนว่ายน้ำให้กับบรรดาเด็ก ๆ อันตัวข้าฯ ก็ไปหัดว่ายน้ำในสระที่นี่เป็นแห่งแรก ซึ่งเรื่องราวของการกีฬากำลังได้ความสนใจอย่างมากก็ยุคนี้

แม้กระทั่งการท่าเรือแห่งประเทศไทยทุ่มทุนสร้างสนามฟุตบอลมาตรฐานอันดับต้น ๆ ของไทยเลยทีเดียว แถมยังคัดสรรนักฟุตบอลเข้าประจำทีม จนประสบความสำเร็จในระดับน่าพอใจ เฉกเช่น นิวัติ ศรีสวัสดิ์เป็นอาทิและอีกหลายต่อหลายรายก็โด่งดังขึ้นมาจากทีมนี้ พรรคพวกของกระผมก็เข้าสังกัดทีมนี้โดยพลัน (ไม่ได้ใช้เส้นสายเลยนะจะบอกให้รู้ไว้ซะด้วย 555)

ขณะที่กรมศุลกากรก็ตั้งทีมฟุตบอลเช่นกันที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็ผู้รักษาประตูของทีมนี่แหละ นอกจากหล่อเหลาเอาการ หุ่นสมาร์ทแล้วฝีไม้ลายมือไม่เบาถึงได้โกอินเตอร์ในเป็นผู้รักษาประตูของทีมที่เยอรมัน

ในซอยงามดูพลีมีสถานที่สำคัญ ๆ อยู่หลายแห่ง อาทิ สมาคมธรรมศาสตร์, หอศิลป์ พีระศรี, สถาบันเกอเธ่ (ย้ายมาจากถนนพระอาทิตย์) และสถานทูตทางยุโรปตั้งอยู่ในซอยแยก เวลาเดินเล่นเข้าไปในซอยซึ่งจะไปทะลุออกซอยสวนพลูบรรยากาศเสมือนเดินเหิรอยู่แถบยุโรปตะวันออกเลยทีเดียวเชียว...นอกจากนี้ยังมีคฤหาสน์ของเหล่าบรรดาท่านขุน, ท่านหลวงและท่านพระยาอยู่หลายหลัง บรรยากาศตลอดทั้งซอยร่มรื่นเขียวขจีไปด้วยร่มไม้ใหญ่ทั้งซอยแยกไปออกถนนนางลิ้นจี่ก็เช่นกัน

สำหรับความเป็นมาของหอศิลป์ พีระศรี ภายหลังจาก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมใน พ.ศ. ๒๕๐๕ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้สืบสานความคิดของศาสตราจารย์ศิลป์เรื่องการตั้งหอศิลป์ โดยได้จัดตั้ง มูลนิธิหอศิลป พีระศรี ขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ และได้รวบรวมเงินทุน จากการบริจาค และการจำหน่ายผลงานศิลปกรรมที่ศิลปินร่วมบริจาค รวมทั้งเงินอุดหนุน ของรัฐบาล ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ ๓ ล้านบาท นำมาจัดสร้าง "หอศิลป พีระศรี" ขึ้นบนที่ดินของ ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ในซอยอรรถการประสิทธิ์ ถนนสาทรใต้ (หากเข้าทางถนนสาทรใต้ชื่อซอยอรรถการประสิทธิ์ หากเข้าทางถนนพระรามสี่จะเป็นซอยงามดูพลี) โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ ทรงเปิด ทั้งนี้ หอศิลป์แห่งนี้ ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็ปิดกิจการลงอย่างน่าเสียดายยิ่ง เพราะสถานที่แห่งนี้จัดกิจกรรมหลากหลายทางด้านศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรีสด และงานแสดงศิลปกรรมระดับแถวหน้าของไทย

หอศิลป์ พีระศรีแห่งนี้กลายเป็นอดีตในความทรงจำของกระผมอีกสถานหนึ่ง เนื่องเพราะแวะเวียนไปเยือนทุกบ่อย อาทิ เพลินเพลงกับวง "ภาคีวัดอรุณ", สมเถา สุจริตกุลเดี่ยวเปียโน, ชมจิตรกรรมคว้ารางวัลระดับชาติของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ (ในยุคที่ยังไม่โด่งดัง) ตบท้ายด้วยเรื่องบังเอิญ งานปีใหม่หลายปีดีดัก กระผมไปเยือนบ้านพรรคพวกนักข่าวสายยานยนต์รายหนึ่ง เจอจิตรกรรมที่กระผมเคยชื่นชมที่หอศิลป์ พีระศรี แขวนอยู่ข้างฝา เลยเอ่ยถามได้ความว่าเป็นผลงานของบิดาเขาเอง

เอาล่ะชักจะได้ที่ โอกาสหน้ามาว่ากันใหม่ ยังคงวนเวียนอยู่แนว ๆ บุปผาชนไปพักใหญ่ต่อเนื่องกะสงครามและสันติภาพเช่นเดิม ส่วนเรื่องรถเรื่องราแลรสรักลืมไม่ลง...ชัวร์ ก่อนจะว่ากันเรื่องราวของเทศกาลดนตรีครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์และครั้งเดียวในโลกซึ่งสตีฟ จ๊อฟเคยคิดเลียนแบบ...แต่ไม่ใช่? ใจนะพวก ฮึฮึ แล้วยังไงละนี่ ไม่เห็นจะเกี่ยวกะเทศกาลดนตรี Woodstock ที่ปะป๋า Max B. Yasgur เกษตรกรฟาร์มวัวนม เจ้าของสถานที่กว่า 600 เอเคอร์ซึ่งอนุมัติหึหึ...จัดงานดังกล่าว

Recent posts

error: Content is protected !!