บางกอกแต่หนหลัง-เล่าเรื่องรถ, เรื่องเหล้าและรสรัก ตอน ๑๔ สวนลุมพินีถิ่นนี้ที่เคยฝันใฝ่ & แหล่งชุมนุมคอรถ


อาลิ้ม ณ โรงภาษี-บรรเลง

กลับมาย้อนยุคกันต่อ ว่าแล้วก็เข้าเรื่องตรงข้ามกับปากซอยตรงข้ามงามดูพลี ด้านถนนพระรามสี่ ก็ซอยปลูกจิตนั่นไงล่ะพวก

เยื้องไปหน่อยก็เป็นโรงเรียนเตรียมทหารสมัยก่อน ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ตรงหัวมุมถนนพระรามสี่ตัดกับถนนวิทยุ ติดกับสนามมวยลุมพินีเยื้อง ๆ ภัตตาคารจันทร์เพ็ญและบริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด โชว์รูมเมอเซเดส-เบนซ์ยุคแรก

มาว่ากันที่โรงเรียนเตรียมทหาร ทุกเช้าบรรดาน้กเรียนเตรียมทหารต้องเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย มีรถถังและเครื่องบินเก่าจอดโชว์อยู่ทางด้านขวาน่าสนใจยิ่ง แถมยกเรือรบมาขึ้นบกด้วยนะ...

เอาเป็นว่าครบเครื่องทั้งสามเหล่าทัพ บรรดาเยาวชนละแวกนั้นฝันใฝอยากจะเข้าไปเรียนกันมากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่นแถวนั้น พรรคพวกสอบติดเข้าไปร่ำเรียนพอดู ตอนนี้ปลดเกษียณกันเป็นทิวแถว ด้วยอายุอานามปาเข้าไป 60 อัฟด้วยกันท้างน้าน  ติดยศนายพลกันถ้วนหน้า

นักเรียนที่จะสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารสมัยก่อนใช้วุฒิแค่ ม.ศ. 3 ส่วนใหญ่ที่สอบติดมักจะเด็กหัวดี หวนให้นึกถึงเจ้าเกลอรายนึง นับว่าหัวกระทิอีกหนึ่งสตาร์ทอัพยุคสมัยแรก คราครั้งร่ำเรียนมัธยมต้น เล่นถามคุณครูว่า "ทำไม ลมไม่พัดแสงละฮะ" เล่นเอาคุณครูสอนวิทยาศาสตร์ไปไม่เป็นเหมียนกาน เจ้านี่คิดยากกว่าคนทั่วไปในที่สุดไปเป็นนักวิทยาศาสตร์สร้างงานใหญ่ระดับโลกของเมืองมะกันนั่นเลยทีเดียว เจ้านี่คิดการใหญ่แต่เล็กแต่น้อย

วกเข้าเรื่องของสวนลุมพินีอีกครา ด้วยที่โรงเรียนเตรียมทหารมีทำเลตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินีเพียงข้ามฝากถนนวิทยุเท่านั้น สวนลุมพินีจึงกลายเป็นฝีกของทหารเกณฑ์ไปโดยปริยาย

เรื่องราวของครูฝึกทหารเกณฑ์ไม่พ้นนำมาฝึกฝนที่สวนลุมพินี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแหล่งของบรรดาหนุ่ม ๆ-สาว ๆ มา "พลอดรัก" แต่ละคู่ออกลีลาแตกต่างกันไปสไตล์ใครสไตล์มัน

ครูฝึกเห็นท่าจะเกิดความหมั่นไส้เข้าเล็กน้อย เลยแต่บทกลอนกระชับสั้นได้ใจความให้บรรดากลุ่มทหารเกณฑ์ที่วิ่งไปรอบ ๆ สวนลุมพินีร้องเล่นกันเพลิน ๆ เจริญใจ แก้เหนื่อย...

พอผ่านคู่รักกำลังพลอดรักกำลังเข้าไคล้ ก็ส่งสัญญาณให้บรรดาทหารเกณฑ์ร้องเป็นเสียงเดียวกันตามจังหวะการวิ่ง

"เอ้า...จีบกันไป

เอ้า...จีบกันมา

อดยัดห่-

ทำตาแดง ๆ"

ๆ ๆ ๆ...

แถมบางจังหวะสั่งพักแถวตรงนั้นเอาดื้อ ๆ เลยล่ะครับคุณท่าน...เล่นเอาสาวเจ้าแกล้งทำเป็น "ขวยอาย" ฤาจา "เขินอาย" ได้เนียนดีนักแล (เพราะรู้ทัน...เข้าตำรามารยาหญิง 108 เล่มเกวียนเรียนไม่รู้จบ ว่าไปนั่น เป็นไงล่ะ) ล่อเอาเจ้าหนุ่มสุดหล่อลากดินไปไม่เป็นเหมียนกัน ด้วยอ่อนหัดถนัดแต่โชว์พาวฯ สาวเจ้าสอนมวยเข้าให้ยังไม่รู้ความซะอีกแน่ะ หึหึ. ในยุค "สมชายกะสมเปรี้ยว" เจ้าสมชายเกี้ยวพาราสีสมเปรี้ยว ๆ ก็ลีลาเล่นตัวซะเหลือกำลังลากด้วยมีชายในฝันเป็นพรวน

พรรคพวกรุ่นพี่รายหนึ่ง ท่านผู้นี้เก่งกาจสามารถเอาการ สอบได้ที่ 1 ของโรงเรียนนายร้อยสามพราน ทะยานขึ้นเป็นประธานรุ่น หลังจบหลักสูตร บรรจุสน.พลับพลาไชย ตามวิถี ด้วยใจรักรถเป็นที่หนึ่งเลยล่อสปอร์ต "มัสแตง" เป็นรถคู่ใจ ทะยานไปไหนต่อไหนสาวแก่แม่หม้ายยังลุ้นตลอดเส้นทาง แล้วสาวรุ่น ๆ จะเหลือฤา ท่านผู้นี้เป็นอีกหนึ่งคอรถที่แวะเวียนไปสวนลุมพินีเป็นประจำโดยเ.ฉพาะวันศุกร์-เสาร์ เอาสปอร์ตคันที่ว่าไป "อวด" ว่าง้านเถอะ

ว่าแล้วก็เข้าเรื่องเข้าราวด้วยอดีตของสวนลุมพินีนอกจากเป็นแหล่งของบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ เสือนักแข่งรถ มักจะมาชุมนุมอวดรถรากันหลังพระบรมรูป นอกจากนี้ยังเป็นที่ปล่อยรถแข่งแรลลี่ด้วยนา...สมัยนั้นพวกแนวแข่งรถแรลลี่จะมาออกสตาร์ทกันที่สวนลุมพินี แล้วตะบึงไปชานเมือง

อันคำว่าชานเมืองก็แค่ลาดพร้าวทะลุไปออกเกษตรนี่ก็นับว่าสุดหรูแล้ว เพราะเต็มเปี่ยมล้นไปด้วยถนนลูกรัง ผ่านเข้าซอยละแวกนั้นไปทะลุออกลาดปลาเค้านับว่าทีเด็ด เพราะมีแต่ควายแลท้องนาล้วน ๆ ขอละไว้แค่นี้ก่อนเข้าเรื่องราวของการแข่งรถแรลลี่สมัยก่อนยุคบุกเบิกของสยามเมืองยิ้ม แค่ดูรูปภาพด้านบนก็นับว่าทีเด็ดเชียวมั๊ยล่ะ.

รถแข่งแรลลี่สมัยนั้นก็รถญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ ขับหลัง บรรดานักขับแลเนวิเกเตอร์ต้องมาขย่มบั้นท้ายรถหนักข้อกว่าขย่มบั้นท้ายภรรเมีย

ที่โด่งดังเป็นพิเศษก็เจ้า มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ไฟ C (อันนี้คือรุ่นแรก ต่อมาเป็นไฟ L ตามมาด้วยไฟแนวนอนก่อนจะมาเป็นรุ่นกล่องไม้ขีดซึ่งโด่งดังมากในสายรถแข่งแรลลี่), โตโยต้า โคโรลล่า KE และนิสสัน Skyline ไฟท้ายโดนัท ส่วนค่ายฝรั่งก็ฟอร์ด Escort เจ้านี่คว้าแชมป์อเมริกามาแล้วนะ พรรคพวกกระผมสะสมไว้คันนึงทุกวันนี้ยังแล่นอวดสาวแก่แม่หม้ายไปทั่วปฐพี

เอาเป็นว่าสวนลุมพินีมีอดีตมากมายเล่ากันยันชาติหน้าก็คงไม่จบง่าย ๆ สรุปรวบยอดสั้น ๆ ให้ได้ใจความแล้วกันนะตะเอง. นึกไม่ถึงว่ายุคนี้ต้องจับเหี้ยไปปล่อยที่อื่นเข้าให้ได้ไง เฮ้อ ยุคสมัยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลัง....?

ในอดีตของสวนลุมฯ ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นแหล่งพำนักตั้งค่ายของบรรดาทหารญี่ปุ่นเนื่องด้วยทำเลเหมาะสม แม้แต่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็เช่นกัน และในยุคสงครามเวียตนาม เป็นแหล่งพักผ่อนและเล่นกีฬาเบสบอลล์ของเหล่าบรรดาทหารอเมริกัน

นอกจากสวนลุมพินีจะมีลุมพินีสถานแล้วยังมีสนามฝึกเล่นกอล์ฟขนาดย่อม, สระว่ายน้ำธรรมชาติพื้นทำด้วยไม้, สถานที่จัดงานรัฐธรรมนูญ, สถานที่จัดงานกาชาด, สนามฟุตบอลของสมาคมเจยู. งานแสดงดนตรีคลาสสิคในสวนและสนามแบดมินตัน นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด, ศูนย์เยาวชนและภัตตาคาร "กินรีนาวา" แถมยังมีเวทีประกวดนางงามซะด้วย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งปิคนิคของครอบครัว นำสำรับกับข้าวใส่ปิ่นโตจากบ้าน ปูเสื่อเพลิดเพลินเจริญใจสไตล์บ้าน ๆ เด็กเล็กวิ่งเล่นกันสนุกสนาน เนื่องเพราะสมัยก่อนนำรถราเข้าไปแล่นกันในสวนลุมพินีได้สบายใจเฉิบ...

ในยุคทหารอเมริกันมารบช่วงสงครามเวียตนาม เวลาพักรบก็มาพักผ่อนในไทยนี่ล่ะ มักจะมีกิจกรรมอยู่เสมอมา อาทิ แข่งขันฟุตบอลกับทีมต่าง ๆ ของไทย ครั้งหนึ่งเคยจัดพิเศษน่าจะเนื่องในโอกาสวันเด็๋กแห่งชาติ จัดงานที่โรงงานยาสูบ เยื้อง ๆ โรงเรียนปัญญาวุธ ทหารอเมริกันได้โอกาสโชว์พลร่มโดดลงมาจากเครื่องบินขนาดยักษ์ลงสนามฟุตบอลของโรงงานยาสูบ ชาวบ้านชาวช่องตื่นตาตื่นใจแถมตื่นเต้นกันเป็นการใหญ่ พลร่มบางรายพลาดท่าไปลงบนหลังคาโรงงานยาสูบ ไม่ทราบชะตากรรมเป็นอย่างไร

ว่าด้วยเรื่องข้าวของสมัยนี้แพงระยับ ต่างกะสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ราว 60-70 ปีที่แล้ว ข้าวแกงจานละสองสลึง ผักแกล้มฟรี น้ำเปล่าใส่น้ำยาอุทัยก็ฟรีอีก แถมมีน้องนุ่งมาแคะฟันให้อีก...ด้วยอันว่าเป็นโปรโมชั่น

เอาเป็นว่าสมัยก่อนข้าวของไม่แพงบรรลัย...แค่เพียงฤาเพียงแค่ พกเงินไป 2 สลึงได้ของมาเพียบเต็มกะบุงแอนด์บุ้งกี๋ ว่ากันในยุคที่ยังไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ต มีแต่ร้านโชห่วย

พกเงินออกจากห้องหอฤาจะคฤหาสน์แต่ละคราได้มาทั้งกะปิ, น้ำปลา, ข้าวสารอาหารแห้ง, ขนมนมเนย บางทีได้ปลากระป๋อง, ยาซอง, ลูกอมหรือจะน้ำมะเนด บางทีได้เหล้าขาวมาด้วยนะจะบอกให้ หึหึ...

ยุคนี้ไม่ได้แล้ว เพราะกล้องวงจรปิดเพียบ...อันเป็นว่าไม่ครึกครื้นเหมียนแต่ก่อนว่าง้านเถอะอีนาง.

ส่วนในยุคชนดอกไม้งดงามรึ "บุปผาชน" และ "ฮิปปี้" ครองเมือง ภาพยนต์เทศกาลดนตรี เรื่อง Woodstock เคยแอบ ๆ มาฉายในเมืองไทยด้วย ฉายเฉพาะช่วงเช้าตรู่ราว 7.00 น. เพียงรอบเดียวและครั้งเดียวที่โรงภาพยนต์ฮอลลีวู้ด แถวราชเทวีนั่นละ จิ๊กโก๋-จิ๊กกี๋ยุคก่อนไปเยือนกันเพียบจนล้นโรง (แสดงว่าอัดอั้นกันมานาน) ฉวยจังหวะคนตรวจบัตรเผลอ แอบเผ่นเข้าโรงกันพัลวัน เพราะบัตรไม่มีเหลือสักกะใบ กระผมก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น

แลอาจตบท้ายด้วย Let It Be (ช่วยแปลไทยให้หน่อยเหอะน่า) เข้าโรงอย่างเป็นทางการ ขึ้นป้ายโฆษณาหราเชียว เพราะทนแรงดันกระแสแปรเปลี่ยนโลกไม่ไหวละกระมัง จำต้องปล่อยออกมา (จนได้แฮ่ะ) เจ้านี้เขามาแรงก็ลวดลายของ "สี่เต่าทอง" ไงล่ะท่าน ผู้เปลี่ยนวิถีดนตรีโลกและทรงผมต้นแบบของ "บุปผาชน"

 

Recent posts

error: Content is protected !!