บางกอกแต่หนหลัง-เล่าเรื่องรถและเรื่องเหล้าเมื่อวันวาน ตอน ๓


อาลิ้ม ณ โรงภาษี-บรรเลง

ได้เวลายามโพล้เพล้ตั้งวงก๊งน้ำอมฤตสนทนาภาษาร่ำสุราชน ว่ากันต่อเรื่องรถๆ ราๆ, เล่าเรื่องเหล้าแห่งความหลังเมื่อครั้งกระโน้น ซึ่งตอนที่แล้วติดค้างเรื่องบรรดาร้านอาหาร, ภัตตาคาร, โรงเตี้ยมและเหล่าตลาดโต้รุ่งทั้งหลายแหล่สมัยเมืองกรุงยังศิวิไลซ์น่าอยู่น่าอาศัย

เข้าเรื่องกันเลยทีเดียว...เริ่มจากปากทางเข้าถนนสุนทรโกษาตรงหัวมุมถนนพระราม ๔ สมัยก่อนเป็นสะพานเล็กๆ ข้ามคลองเตยก่อนจะถมคลองเป็นถนนเพื่อรองรับความเจริญทางวัตถุ พอลงสะพานเจอซอยแรกทางซ้ายมืออยู่ตรงคอสะพาน จากปากซอยยันท้ายซอยด้านซ้ายมือติดริมคลองเตยเป็นแหล่งอาหารโต้รุ่ง มีให้ลองลิ้มชิมรสกันนับร้อยๆ ร้าน

แต่ละร้านถ้าฝีมือไม่ถึงเป็นอันเลิกรากิจการไปอย่างแน่นอน เพราะบรรดากุ๊กประจำรถเข็นของตลาดโต้รุ่งแหล่งนี้เรียกได้ว่าเชฟฝีมือกระฉ่อนโลกเป็นรองหลายขุม อันเนื่องเพราะแต่ละรายประเคนเครื่องปรุงสูตรโบราณไว้เพียบแปล้ อาทิ ร้านเย็นตาโฟจะขายเฉพาะเย็นตาโฟอย่างเดียวจึงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษว่ากันตั้งแต่น้ำสต็อคเป็นพื้นฐาน ลูกชิ้นปลามีหลายประเภทให้เลือกและลูกชิ้น “ทำมือ” ล้วนๆ ผู้บรรเลงยังจำรสชาติได้ขึ้นใจติดลิ้นจนทุกวันนี้ซึ่งหารับประทานที่ไหนไม่เหมือนเจ้านี้สักรายในยุคนี้

หรือจะขาหมูแลก๊วยจั้บรวมทั้งต้มเลือดหมูผักโบราณมีให้เลือกหลากหลายชนิด พื้นๆ ก็ผักกาดหอม, ตำลึง, ผักตั้งโอ๋ (นี่ก็ทีเด็ดหายากมากยุคนี้) หรือจะผักปวยเล้งและผักจิงกุยช่ายสมุนไพรหายากในยุคนี้ หมูสดๆ จากโรงหมูเลยล็อคเก้าไปหน่อยหนึ่งในปฐพีอีกเช่นกัน ครบเครื่องครบสูตรโบราณแท้ๆ ตุ๋นจนเปลื่อยละเลียดลิ้น ทุกวันนี้ร้านที่ว่าดังๆ ตรง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิปากทางเข้าแซ๊กโซโฟน ผับ ยังห่างชั้นมาก สรุปได้ว่าอร่อยเหาะซะทุกร้านรวง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหมูแดง, ข้าวมันไก่, ก๊วยเตี๋ยวเป็ด, ข้าวหน้าห่าน, ข้าวหน้าเป็ด, ก๋วยจั๊บน้ำข้นแลน้ำใส, เปาะเปี้ยะสดใส่ปูทามัสตาร์ด, กระเพาะปลาน้ำแดงต้องใส่ปูด้วยนะรวมไปถึงหูฉลามน้ำแดงใส่ปูเห็ดหอมตุ๋นจากเมืองจีน (สมัยนั้นเห็ดหอมราคาแพงมาก เมืองไทยยังปลูกไม่ได้) ก็มีให้เลือกแต่ขยับขึ้นไปหน่อยแถมด้วยรังนกหวานเย็นฉ่ำ หรือจะร้านตามใจสั่งเป็นต้องอร่อยไปซะหมดทุกเมนู ทั้งต้มยำกุ้งนี่ก้อกุ้งตัวโตๆ สวาปามโซ้ยกันเต็มปากเต็มคำ

หรือจะเป็นปูผัดผงกระหรี่ ปูทะเลธรรมชาติแท้ๆ ตัวเขื่อง ก้ามโตๆ หลังจากฟาดหมดชาม คุณยายเอาก้ามมาทำโมบายฟังเพลินทั้งยามกลางวันแลกลางคืน ส่วนเนื้อปูนึ่งแค่เอามาคลุกข้าวสวยร้อนๆ เยาะน้ำปลาหน่อยอร่อยเกินคาดแล้ว นี่อีกหนึ่งเมนูยังจำจากรสมือคุณแม่สวยไม่สร่างของกระผม ส่วนผงกระหรี่ของแท้ดั้งเดิมเป็นผงกระหรี่ล้วนๆ หาซื้อยากเย็นซะเหลือกำลัง ต้องเหาะไปซื้อถึงสี่แยกบ้านแขกโน่น แบ่งขายเป็นซองเล็กๆ ไม่มีส่วนผสมปูนขาวเพื่อให้ดูมากและได้น้ำหนักเช่นทุกวันนี้แบบเดียวกับพริกไททั้งขาวและดำ ช่วงเช้ามืดก็ร้านโจ๊กนั่นละตัวชูโรงมีหลายเจ้า ยุคนั้นเชลล์ชวนชิมหรือแม่ช้อยนางรำยังไม่มากินฟรีแถมเก็บกะตังค์ค่าโฆษณาอีกตะหาก ว่าไปนั่น

ว่าถึงเรื่องของหาซื้อยากก็ให้นึกถึง “น้ำมันหอย” สมัยก่อนหาซื้อยากเย็นเสียเต็มประดา เจ้าเด็ดดวงอยู่ตรงปลายสุดมุมถนนสาทรเชื่อมต่อกับถนนเจริญกรุง ยุคที่ยังไม่สร้างสะพานตากสิน ลงไปข้างสะพานข้ามคลองสาทรเลาะเลียบคลองทางไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา ว่าแล้วต้องโพทะนากันซะหน่อย แต่คงไม่เป็นผล เพราะเจ้าน้ำมันหอยยี่ห้อ “นกเพนกวิน” ไม่ว่าจะกี่ตัวหรือไม่ว่าจะตัวผู้หรือตัวเมีย หดหายไปจากตลาด มีก็แต่ของเทียมเลียนแบบยี่ห้อเท่านั้น เคยเห็นวางในห้าง มีตรา “นกเพนกวินสองตัว” ส่วนของแท้มีแค่ตัวเดียว เจ้าดั้งเดิมคงพ่ายแพ้ต่อระบบอุตสาหกรรมและการตลาดสมัยใหม่ เพราะเป็นอุตสาหกรรมครอบครัว “ทำมือ” ล้วนๆ ฝาปิดขวดเป็นไม้ก๊อก

สมัยนั้นปู-ปลา-กุ้ง-กั๊งและปลาหมึกยังราคาไม่แพงระยับเฉกเช่นทุกวันนี้ ยุคนั้นบรรดาร้านทะเลเผายังไม่เกิด เพราะไปสั่งร้านตามใจสั่งมีให้เลือกครบทุกเมนู มีไปทั่วทุกหัวระแหง พร้อมกับน้ำจิ้มแต่ละสูตรเด็ดๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่น้ำจิ้มขวดหรือน้ำจิ้มกระป๋องกระปุกที่วางขายกันเกลื่อนห้างเช่นทุกวันนี้ น้ำจิ้มขวดจากโรงงานอุตสาหกรรมไม่พลาดเรื่องสารกันบูดเป็นแน่แท้

นอกจากนี้จะผลิตตามสูตรโบราณก็ไม่ได้ อาทิ รากผักชีสดตำละเอียด+มะนาวแป้นคั้นสด ส่วนรถเข็นปลาหมึกแห้งย่างมีให้เลือกหลายขนาด ราคาแพงสุดแผงด้านบนก็แค่ 10 บาท ยุคนี้ตัวเป็นร้อยสองร้อย วันก่อนแวะตลาดสดมีเจ้าหนึ่งมาตั้งแผงขายอาหารทะเลแห้ง ปลาหมึกแห้งตัวใหญ่ปาเข้าไป 200 กว่าบาท ส่วนกุ้งแห้งโลละ 700 บาท แม่จ้าวโวยยยย อยากจะบ้าตาย อนุชนเยาวชนรุ่นหลังเลยหมดโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติ “ยำกุ้งแห้ง” กันสักเท่าไหร่หรือปลาหมึกแท้ๆ ตัวเป็นๆ ครบทั้งตัวก็แทบไม่เหลือหลอเพราะ “ส่งนอก” มีเท่าไรเหมาหมดทั้งอ่าวไทยทำสัญญากับข้ามปีเลยทีเดียว

ที่รู้มาก็พวกๆ กันนี่ล่ะเป็นผู้จัดสรรให้การบริการอยู่ยันทุกวันนี้ เนื่องจากเกิดแลโต แก้ผ้าเล่นน้ำฝนมาด้วยกันแต่อ้อนแต่ออก สบช่องจากความรู้ลึกเรื่องศุลกากรมีเส้นสายโยงใยราวกับใยแมงมุมประกอบกับข้องแวะกับสะพานปลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถวๆ ตรอกจันทร์เลยกลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ กระดิกนิ้วตีพุงไปวันๆ เวลาว่างมากมาย ยามค่ำคืนออกตระเวณราตรีไปทั่วทุกหัวระแหง นับตั้งแต่บาร์อะโกโก้ที่มีพาร์ทเนอร์มาเป็นคู่เต้นรำทีละเพลงสองเพลงยันเล้านจ์สุดหรู

มีภรรยาทั้งที่เป็นตัวตนและเป็นตัวๆ นับกันไม่หวาดไม่ไหว เกินกว่ากำนันนครนายกล่าสุดที่เป็นข่าวดัง ที่มีแค่ 120 คนเท่านั้นเอง จนกระทั่ง “เจ๊เบียบ” แห่งเมืองขอนแก่นถึงกับอดรนทนไม่ไหวต้องออกมาโวยวาย ตีโพยตีพาย เพราะคงไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนใหญ่ภรรยาหลวงจะนั่งซักผ้าจากกะละมังฟังละครวิทยุนีลิกานนท์ฝันกลางวันได้ทุกวี่ทุกวัน ส่วนแถวชุมชนชาวจีนมีเสียงตามสายแบบวิทยุส่งเสียงเจื๊ยแจ้วตั้งแต่คลองถมยันถนนตก ออกแนวบทกลอนโบราณของจีนฟังเพลินไปอีกแบบ

เลยเถิดไปนอกเรื่องไปซะไกล วกเข้าเรื่องของร้านเหล้าร้านรวงละแวกตลาดโต้รุ่งคลองเตย ฝั่งตรงข้ามปากซอยด้านขวามือเป็นตึกแถวชั้นบนเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ให้บรรดาผู้นิยมชมชอบได้ประลองฝีมือกันทุกเมื่อเชื่อวันยาวนานหลายสิบปี ตึกแถวที่ว่านี้เรียงรายหลายล็อคยันท้ายซอยอีกเช่นกัน ตรงท้ายซอยเป็นแหล่งขายเป็ด-ไก่แหล่งใหญ่ตัวเป็นๆ เพลาเข้าเทศกาลตรุษจีน-สาร์ทจีนผู้คนจากทั่วสารทิศมาซื้อกันที่นี่ เพราะราคายุติธรรมมีให้เลือกหลากหลาย

ที่เกริ่นเรื่อง “โต๊ะสนุ๊ก” ก็เพราะเป็นแหล่งใหญ่รวมพลบรรดาเหล่ามิจฉาชีพกันพอควร เปิดบริการ 25 ชั่วโมง 7-11 ยังต้องเปิดทางให้ เรื่องการตั้งโต๊ะสนุ๊ก” ต้องมีสมาคมรองรับ อันนี้เว้นวรรคไว้ก่อนแล้วกัน เดี๊ยวจะออกนอกเรื่องอีก แหล่งโต๊ะสนุ๊กก็จะมีสาว “มาร์คกี้” คอยบริการจดแต้ม, ตั้งลูก, เก็บลูก, ส่งเรสท์และมีบริการเครื่องดื่มเหล้ายาปลาปิ้งครบถ้วน เรื่องตีรันฟันแทงจึงมีให้เห็นอยู่เนืองๆ นี่เป็นเพียงแค่เรียกน้ำย่อย ส่วนหนักๆ หลักๆ เป็นร้านรวงและบาร์ทางแถบท่าเรือคลองเตย

บาร์ตรงปากทางเข้าท่าเรือคลองเตยก่อนถึงสถานีตำรวจและข้ามฟากเข้าไปในซอยวัดบ้านเล่า แหล่งบันเทิงหลากรูปแบบ บาร์ฝรั่งยกระดับหรูสุดมีดนตรีสากลบรรเลงสด รองรับบรรดากัปตันและกะลาสีเรือจากทั่วโลกที่มาเทียบท่าเรือคลองเตย ที่ขึ้นชื่อลือชาก็ Mosquito Bar เพราะสยามเมืองยิ้มยุคนั้นมีแค่ท่าเรือคลองเตยแห่งเดียวที่รองรับเรือเดินทะเลบรรทุกสินค้าหรือเรือรบขนาดใหญ่

เห็นเพียงแค่ใบปลิวที่ตระเวณแจกตามเรือเดินสมุทรยุคนั้นก็ราวไม่น้อยกว่า 50 ปีขึ้นไปช่างหวาบหวิวซะเหลือเกิน ส่วนบรรดากัปตันเรือบางรายหอบหิ้วรถส่วนตัวบรรทุกใส่เรือติดไม้ติดมือมาด้วย เพราะยุคนั้นยังไม่มีธุรกิจรถเช่า ส่วนใหญ่ก็พวงมาลัยซ้ายหลายคันหลายรุ่นเป็นรถยุโรปซะมากกว่า อาทิเฟี๊ยต 500 ไปท้ายสองชั้น ไม่ว่าใครได้ขี่สาวๆ ตามกันเกลียว สมัยนั้นพัทยายังไม่ถูกเปิดบริสุทธิ์ แหลมฉบังยังเป็นป่าทึบ หาดทรายขาวน้ำใส ปูปลาระเริงว่ายน้ำกันเพลิดเพลินเจริญใจ (ชักจะออกนอกเรื่องอีกแล้ว) กำลังได้ที่เข้าไคล้ถึงเวลาออกไปท่องราตรี บ๊าย..บาย อารมณ์ดีๆ มาว่ากันต่อคร๊าบบบ...ท่าน

ส่วนเรื่องอาหารการกินในเมืองกรุง ย้อนรอยแต่อดีตกาลนั้นมีนับร้านได้ มีเพียงไม่กี่ร้านที่อร่อยสุดๆ บางร้านอายุอานามปาเข้าไปเกินกว่า 100 ปี ไว้่จะมาเล่าขานกันต่อในคราต่อไปนะคร๊าบท่าน ว่ากันตั้งภัตตาคารหรูสุดๆ ยัน Street Food เน้นหนักในเมืองหลวงด้วยผู้รำพันชำนิชำนาญจากผู้บังเกิดเกล้าเป็นคนพื้นที่ล่ะกระมัง ท่านพาเพลินยามกระผมละอ่อนเทียวชิมไปทั่วทุกหัวระแหงด้วยประการฉะนี้แหล่ะ

Recent posts

error: Content is protected !!