บางกอกแต่หนหลัง-เล่าเรื่องรถ, เรื่องเหล้าและรสรัก ตอน ๙ พิธีแต่งงานโบราณกับยุคสมัยสงครามเวียตนาม


อาลิ้ม ณ โรงภาษี-บรรเลง

เที่ยวนี้ได้รับการอัญเชิญท่องยุทธจักรซะหลายงาน ด้วยบรรดาลูกๆ หลานๆ เติบโตแตกหนุ่มแตกสาวได้ฤกษ์แต่งงานแต่งการกันเป็นทิวแถวทั้งตจว. และในใจกลางกรุง หลายรายพบรักบนโลกออนไลน์เข้าให้

งานแต่งยุคสมัยนี้หาแนวๆ จัดงานมงคลสมรสที่บ้านหาได้ยากเย็นเต็มแก่ ครานี้มีโอกาสได้เจองานแต่งแบบโบร่ำโบราณเต็มเปี่ยมไปด้วยพิธีรีตอง กว่าจะจูงเจ้าสาวเข้าห้องหับต้องรอฤกษ์งามยามดีเข้าให้อีกแถมพิธีรีตองเกินจะบรรยาย แค่ฟังพระสวดนี่ก็เมื่อยแล้วเมื่อยอีกหลายตลบเล่นเอาเหน็บกิน

งานแรกละแวกทุ่งมหาเมฆ ยุคสมัยนี้เดินทางบริดวกไปซะหมดด้วยทางด่วนตัดผ่านหลายเส้นทางแถมมีรถไฟใต้ดินต่อเชื่อมกับรถไฟฟ้า เลยได้โอกาสทั้งย้อนยุคครั้งอดีตด้วยการต่อเรือข้ามฟากและการเดินทางยุคสมัยใหม่ ที่สำคัญได้พบพานบรรดารุ่นหญ่ายยย...หลายต่อหลายรายที่ย่างเข้าสู่วัยเกินเกษียณ บางรายล้มหายตายจากได้ยินได้ฟังแล้วเหลือเชื่อ ไม่กี่เดือนก่อนเห็นวิ่งไล่จับสาวๆ อยู่หลัดๆ อนิจจังสังขารา...

กว่าจะได้โอกาสกลับมาร่ายเพลงศึกรำลึกถึงความหลังล่วงเลยมาหลายต่อหลายมาวววว ครานี้ไม่หลงลืมเรื่องเล่าสงครามเวียตนามที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองสยามในแง่มุมมองของกระผมครับคุณท่านทั้งหลายแหล่...

แม้ว่าจะได้สัมผัสรสชาติของสงครามเวียตนามแนวๆ ปลายแถว เพราะไม่ได้ออกแนวหน้าจับศึกกะเค๊าหรอก เนื่องด้วยกลัวๆ กล้าๆ เก่งแต่ปาก...ฮึฮึ แค่รุ่นเดอะเล่าให้ฟังเพลินๆ นับว่าเป็นโชคเหลือหลายแล้วล่ะ

ภายหลังการท่าเรือแห่งประเทศไทยสร้างเสร็จสรรพเพื่อรองรับกิจการค้าการขายกับต่างชาติได้ไม่นาน สงครามเย็นเฉียบที่ถือกำเนิดมาก่อนหน้านี้แบบนิ่งๆ เงียบๆ ก็ชักจะโผล่ออกมาให้เห็นได้ชัดแจ๋วแหวว "สงครามเวียตนาม" นั่นล่ะ

กองทัพสหรัฐอเมริกาแห่กันเข้ามารุกรบในแถบอินโดจีนเพื่อสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์คอมมูหน่อยทั้งจากรัสเซียแลจีนแดง ในที่สุดปีพ.ศ. 2503 ได้ใช้เมืองสยามเป็นฐานทัพใหญ่ในการเปิดศึกกับเวียตนามลูกน้องของลูกพี่ใหญ่ทั้งรัสเซียแลจีนแดง และแล้วในที่สุด "โค๊ก" สบจังหวะประเคนน้ำดำซูซ่าส์รองรับ จีไอ. กันถ้วนหน้า กอบโกยดอลล่าร์เป็นกอบเป็นกำ ใจนะ...อันว่า "โค๊ก" มากะหึ่มในสยามเมืองยิ้มก็ยุคนี้แหล่ะจ๊า  ก่อนหน้านี้ชาวบ้านชาวช่องเรียกกันว่า "โคคาโคล่า" เพลาทหาร จีไอ. เข้าบาร์ยุคแรกเรียกหา "โค๊ก" สาวเสิร์ฟเป็นงงกันเป็นแถว

งานนี้เมืองสยามรับทรัพย์อื้อว่าง้านเถอะ ตั้งแต่ระดับบนยันระดับล่าง เนื่องเพราะสงครามครั้งนี้เป็นสงครามใหญ่ที่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่สองซะอีก เอาเป็นว่าซัดกันนัวว่าง้านเถอะ...สยามเมืองยิ้มก็เข้าร่วมวงกะเข้าด้วยเต็มๆ ล้มหายตายจากกันไปมากมายนับศพไม่ถ้วน ทั้งฝากฝั่งเวียตกง, เวียตนาม, ไทย, ลาว, เขมร, อเมริกันและออสเตรเลีย อีกหนึ่งสงครามหฤโหดที่ไม่ค่อยจะหฤหรรษ์จนกลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิในประวัติศาสตร์

ที่ว่าโหดเหลือล้นเหลือหลายอาทิ ค่าหัวเวียตกงหรือเวียตนามเหนือนั่นละ หากผู้ใดตัดศีรษะของเวียตกงได้นำมาขึ้นเงินดอลล่าร์สดๆ ได้ทันควัน นอกจากนี้หากจับตัวผู้ต้องสงสัยได้นำมายิงหัวสดๆ กลางถนนใจกลางเมืองกันเลยทีเดียว เรียกว่า "ยิงจริงเสียงจริง" ไม่มีคำโอ้อวดแลอวดโอ้ ดังภาพด้านบน (ส่วนภาพตัดหัวหิ้วเดินมาตามถนนหนทาง ไม่กล้าเอามาลงด้วยเสียววววววเกิ้นนนนน)

การยกทัพขนาดใหญ่ครบทั้ง 3 เหล่าทัพของสหรัฐอเมริกาครั้งกระโน้นมาแบบครบสูตร บรรดานายทหารหอบลูกเมียมาด้วย ไหนจะเสบียงกรังให้ทั้งทหารแนวหน้าและบรรดาครอบครัวที่ตามมากันเป็นพรวน

การขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ทั้งหลายแหล่ ของหนักๆ จะส่งมาทางเรือจอดทอดสมอที่ท่าเรือคลองเตย ก่อนจะลำเลียงต่อไปยังฐานบินต่างๆ ในไทยทั้งทางรถไฟและทางถนนหนทาง จึงได้เกิดถนนมิตรภาพเข้าให้...ฮีฮึอีกแล้ว (ตั้งชื่อซะเข้าทีเชียวนะ)

ส่วนปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์ลำเล็กก็ใช้เฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ยกขึ้นลอยฟ้าไปกันเป็นทิวแถว คล้ายๆ ขนมบัวลอยนั่นล่ะ เพราะมีจำนวนเกินคาดเดา บินกันว่อนตั้งแต่เช้ายันค่ำ อันนี้เห็นมากับตาด้วยเพราะนั่งเรียนหนังสืออยู่ละแวกนั้น เพลาเฮลิคอปเตอร์พวกนี้ขึ้นบินเสียงดั่งสนั่นกลบเสียงคุณครูสอนหนังสือไปซะหมด แถมกลายเป็นของแปลกใหม่ บรรดานักเรียนต่างชะเง้อแง้แลดูเหล็กบินได้ไปเสียฉิบ เลยมาเล่าขานให้ฟังอยู่นี่ไง

สรุปเข้าเรื่องราวช่วงขากลับของบรรดาทหาร จีไอ. ทั้งหลายแหล่เลยแล้วกัน ขาไปนี่หอบอาวุธและเสบียงไปเพียบ ขากลับมาในร่างไร้วิญญาณของบรรดาทหารอเมริกันหรือจีไอ. ส่วนหนึ่งส่งกลับมาทางรถไฟจากทางอีสาน จุดหมายปลายทางก็ท่าเรือคลองเตยอีกนั่นล่ะ

บรรดาหัวขโมยแนวๆ "ไทยถีบ" ยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่ถีบสิ่งของต่างๆ ลงจากรถไฟของทหารญี่ปุ่นนั่นล่ะใช่เลย แนวเดียวกันเล้ย หลายรายกระโดดเกาะรถไฟขึ้นไปขโมยสิ่งของต่างๆ ในที่สุดไปเจอร่างอันไร้วิญญาณของบรรดาทหารจีไอ. แทบช็อค...โดดลงจากรถไฟแทบไม่ทัน

ศพทหารจีไอ. นำมาชำแหละต้มเพื่อลอกเหลือแต่กระดูกส่งกลับบ้านเกิดที่ละแวกท่าเรือคลองเตยนั่นเอง ก็ตรงด้านหลังอู่รถเมล์ ขสมก. เขตการเดินรถที่ 4 ตรงแยกเกษมราษฎร์หรือแยกกรมศุลกากร

นึกแล้วเสียววูบๆ วาบๆ เพราะขากลับจากโรงเรียนต้องเดินผ่านประจำ กว่าจะรู้เรื่องราวปาเข้าไปหลายปีดีดัก หลังจากนั้นเลยไม่กล้าเฉียดไปแถวนั้นอีกเลย

เอ่ยถึงแยกดังว่า ฝั่งตรงข้ามเป็นละเมาะตรงหัวโค้งเลยป้ายรถเมล์ตรงข้ามกรมศุลกากรเยื้องไปหน่อย จุดนั้นมืดๆ ครึ้มๆ ได้บรรยากาศ เหล่าบรรดา "นักเที่ยว" ทั้งหลายรู้แหล่งว่าง้านเถอะ...สาวงามใสหลายปิ๊งเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นล่ะ วันดีคืนดีมีรถคันโก้มารับนับว่ามีโชค เนื่องเพราะรับทรัพย์เต็มๆ "หลายอัฐ" ว่าง้านเถอะ ทั้งข้าราชการระดับบนๆ หรืออาเสี่ยทำมาค้าขายกับต่างชาติพอมาวได้ที่เป็นละชอบของ "ดิบๆ" เข้าให้...พิเรนไปอีกแบบ บรรดาต้นกำเนิด "ผีขนุน" รำรวยมีเงินมีทองกันเป็นแถวๆ กลายเป็นนางฟ้าคุณนงคุณนายหลายๆ ต่อหลายนาง อันนี้ว่ากันไม่ได้ เพราะความยากจนแท้ๆ ชีวิตเลยต้องดิ้นรนให้พ้นท้องกิ่วท้องแขวนด้วยเพราะอดๆ อยากๆ มาทั้งชีวิตและหลายชั่วโคตร

วกกลับมาเข้าเรื่องการยกทัพใหญ่ของอเมริกาครั้งกระโน้น ต้องใช้แรงงานทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่จำนวนมากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนนหนทาง, การสร้างฐานบินขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากสร้างเสร็จก็ต้องใช้แรงงานอีกหลากหลายประเภท ผู้คนทั่วทุกสารทิศเดินทางไปทำงานตามฐานบินต่างๆ ด้วยรายได้เป็นกอบเป็นกำสร้างเนื้อสร้างตัวได้กันเป็นทิวแถว

บรรดา "บ้านเช่า" ถือกำเนิดกันเกลื่อนเมืองที่ฐานทัพอเมริกาไปตั้ง อาทิ อุดรธานี, อุบลราชธานี, นครพนม, นคราราชสีมา, น้ำพอง ขอนแก่นหรือตาคลี นครสวรรค์ นอกเหนือจากร้านเหล้าเอย, บาร์, คาเฟ่แลร้านรวงที่จำหน่ายอาหารตะวันตกก็ถือกำเนิดกันเกลื่อนในยุคโน้น

ส่วนการกล่อมขวัญบรรดาทหาร จีไอ. นับว่าครั้งใหญ่โตมโหฬารก็เป็นงานแสดงของบ๊อบ โฮป เนื่องในวันคริสต์มาส เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1966 หรือปี พ.ศ. 2509 ที่ฐานบินอุดรฯ

รถบขส. รถไฟต้องยืนเบียดเสียดกันไปยังจุดหมายปลายทางเรียกได้ว่า "ฟ้าสางที่ฐานทัพอเมริกัน" ด้วยบริการของรถบขส. และการรถไฟในยุคโน้นยังโบร่ำโบราณมาจนถึงทุกวันนี้...

หลายรายวิถีชีวิตคลับคล้ายคลับคลากับบรรดาผู้ใช้แรงงานไทยไปซาอุฯ นั่นล่ะครับคุณท่าน พอได้เงินเป็นกอบเป็นกำจากกองทัพอเมริกาก็หลงลืมความยากจนสไตล์ไทยๆ ไปเสียฉิบ ไม่ว่าจะเข้าบ่อน, เข้าบาร์บรรเลงชีวิตเสียเต็มคราบ หมดตัวละซิครับ แถมโดนสาวๆ อะโกโก้หรือเด็กนั่งดริ๊งหลอกหลอนมายันทุกวันนี้มิมีลืมเลือน ในที่สุดกลับบ้านมามือเปล่า แต่ได้ประสบการณ์ชีวิตอันบันเทิงเริงรมณ์กลับมาแทน

เข้าเรื่องเริงรมณ์ อดใจไม่ไหวหาทางไปเริงระบำระงับอารมณ์ซักกะหน่อยเดียว คราหน้าโอกาสเหมาะเจาะจะมาบรรเลงกันต่อ ตอนที่ ๙ โหมโรงซะหวานเจี๊ยบ ดันลงท้ายซะเหี้ยมเกรียม ขออนุญาติจบห้วนๆ เพื่อไปจิบๆ แบบนี้อีกแล้วครับคุณท่านทั้งหลาย...(ไม่ได้เล่าเรื่องรสรักอีกแล้ว!!! ทำเป็น "ไขสือ" ไปง้านแหล่ะ...ฮีฮึ)

ยังๆๆๆ อย่าพึงลุกไปไหน ยังไม่จบง่ายๆ มาอ่านต่อซะดีๆ ราวเรื่องแลเรื่องราวเหล่านี้ก็ไปไม่พ้น "สงครามและสันติภาพ" นั่นแล วรรณกรรมเรืองระบือโลกของท่านลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) ปราชญ์เขื่องแห่งอาณาจักรรัสเซียผู้ขับขานเล่าเรื่อง "War and Peace" ฤาจะให้เต็มๆ ได้อรรถรสก็ต้อง "สงคราม, ความรักและสันติภาพ" ให้รำฤกถึงบทกวีแลดนตรีของจอห์น เลนนอน "IMAGINE" ซึ่งเคยไปบรรเลงที่สหประชาชาติราว 40 กว่าปีที่แล้ว แต่ไม่เป็นผล เพราะสงครามยิ่งจะบานปลายหนักข้อเข้าไปทุกขณะ ...มนุษย์หนอมนุษย์เอ๊ยยยย!!!! บ๊ะบายจริงๆ แหล่วเด้อท่านทั้งหลาย

คันหน้าสุด รถกระบะมาสด้า-ถัดมาก็โตโยต้า โคโรลล่า-ต่อด้วยมาสด้า 323 และเฟี๊ยต 124

Recent posts

error: Content is protected !!