บางกอกแต่หนหลัง-เล่าเรื่องรถ, เรื่องเหล้าและรสรัก ตอน ๑๐ ขี้มาว, กับแกล้มอร่อยแลอบาย


อาลิ้ม ณ โรงภาษี-บรรเลง

ได้เวลายามโพล้เพล้ตั้งวงก๊งน้ำอมฤตสนทนาภาษาร่ำสุราชน ว่ากันต่อเรื่องรถๆ ราๆ, เล่าเรื่องเหล้าแห่งความหลังเมื่อครั้งกระโน้น ซึ่งตอนที่แล้วติดค้างเรื่องบรรดาร้านอาหาร, ภัตตาคาร, โรงเตี้ยมและเหล่าตลาดโต้รุ่งทั้งหลายแหล่สมัยเมืองกรุงยังศิวิไลซ์น่าอยู่น่าอาศัย

เข้าเรื่องกันเลยทีเดียว...เริ่มจากปากทางเข้าถนนสุนทรโกษาตรงหัวมุมถนนพระราม ๔ สมัยก่อนเป็นสะพานเล็กๆ ข้ามคลองเตยก่อนจะถมคลองเป็นถนนเพื่อรองรับความเจริญทางวัตถุ พอลงสะพานจะมีซอยแรกทางซ้ายมืออยู่ตรงคอสะพาน จากปากซอยยันท้ายซอยด้านซ้ายมือติดริมคลองเตยเป็นแหล่งอาหารโต้รุ่ง มีให้ลองลิ้มชิมรสกันนับร้อยๆ ร้าน

แต่ละร้านถ้าฝีมือไม่ถึงเป็นอันเลิกรากิจการไปอย่างแน่นอน เพราะบรรดากุ๊กประจำรถเข็นของตลาดโต้รุ่งแหล่งนี้เรียกได้ว่าเชฟฝีมือกระฉ่อนโลกเป็นรองหลายขุม

อันเนื่องเพราะแต่รายประเคนเครื่องปรุงสูตรโบราณไว้เพียบแปร้ อาทิ ร้านเย็นตาโฟจะขายเฉพาะเย็นตาโฟอย่างเดียว ลูกชิ้นปลามีหลายประเภทให้เลือกและลูกชิ้น “ทำมือ” ล้วนๆ ผู้บรรเลงยังจำรสชาติได้ขึ้นใจติดลิ้นจนทุกวันนี้ซึ่งหารับประทานที่ไหนไม่เหมือนเจ้านี้สักรายในยุคนี้

หรือจะขาหมูแลก๊วยจั้บก็หนึ่งในปฐพีอีกเช่นกัน ครบเครื่องครบสูตรโบราณแท้ๆ ตุ๋นจนเปลื่อยละเลียดลิ้น ทุกวันนี้ร้านที่ว่าดังๆ ตรง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิปากทางเข้าแซ๊กโซโฟน ผับ ยังห่างชั้นมาก สรุปได้ว่าอร่อยเหาะซะทุกร้านรวง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหมูแดง, ข้าวมันไก่, ก๊วยเตี๋ยวเป็ด, ข้าวหน้าห่าน, ข้าวหน้าเป็ดหรือร้านตามใจสั่งเป็นต้องอร่อยไปซะหมดทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้งนี่ก้อกุ้งตัวโตๆ สวาปามโซ้ยกันเต็มปากเต็มคำหรือจะเป็นปูผัดผงกระหรี่ ปูทะเลธรรมชาติแท้ๆ ตัวโตๆ อีกเช่นกัน ส่วนหอยเป๋าฮื๊อ, หูฉลามนั่นละทีเด็ดสูตรโบร่ำโบราณ ส่วนเห็ดหอมยุคนั้นนำเข้ามาจากเมืองจีนทั้งยวง หอมละมุนกรุ่นละไมกันเลยทีเดียว

ส่วนผงกระหรี่ของแท้ดั้งเดิมเป็นผงกระหรี่ล้วนๆ หาซื้อยากเย็นซะเหลือกำลัง ต้องเหาะไปซื้อถึงสี่แยกบ้านแขกโน่น แบ่งขายเป็นซองเล็กๆ ไม่มีส่วนผสมปูนขาวเพื่อให้ดูมากและได้น้ำหนักเช่นทุกวันนี้แบบเดียวกับพริกไททั้งขาวและดำ

ว่าถึงเรื่องของหาซื้อยากก็ให้นึกถึง “น้ำมันหอย” สมัยก่อนหาซื้อยากเย็นเสียเต็มประดา เจ้าเด็ดดวงอยู่ตรงปลายสุดมุมถนนสาทรเชื่อมต่อกับถนนเจริญกรุง (โกษาฝรั่งเพิ่นขานขันว่า New Road ละเจ้าค่ะ)

ยุคที่ยังไม่สร้างสะพานตากสิน ลงไปข้างสะพานข้ามคลองสาทรเลาะเลียบคลองทางไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา ว่าแล้วต้องโพทะนากันซะหน่อย แต่คงไม่เป็นผล เพราะเจ้าน้ำมันหอยยี่ห้อ “นกเพนกวิน” ไม่ว่าจะกี่ตัวหรือไม่ว่าจะตัวผู้หรือตัวเมีย หดหายไปจากตลาด มีก็แต่ของเทียมเลียนแบบยี่ห้อเท่านั้น เคยเห็นวางในห้าง มีตรา “นกเพนกวินสองตัว” ส่วนของแท้มีแค่ตัวเดียว เจ้าดั้งเดิมคงพ่ายแพ้ต่อระบบอุตสาหกรรม เพราะเป็นอุตสาหกรรมครอบครัว “ทำมือ” ล้วนๆ ฝาปิดขวดเป็นไม้ก๊อก

สมัยนั้นปู-ปลา-กุ้ง-กั๊งและปลาหมึกยังราคาไม่แพงระยับเฉกเช่นทุกวันนี้ ยุคนั้นบรรดาร้านทะเลเผายังไม่เกิด เพราะไปสั่งร้านตามใจสั่งมีให้เลือกครบทุกเมนู มีไปทั่วทุกหัวระแหง พร้อมกับน้ำจิ้มแต่ละสูตรเด็ดๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่น้ำจิ้มขวดหรือน้ำจิ้มกระป๋องกระปุกที่วางขายกันเกลื่อนห้างเช่นทุกวันนี้ น้ำจิ้มขวดจากโรงงานอุตสาหกรรมไม่พลาดเรื่องสารกันบูดเป็นแน่แท้

นอกจากนี้จะผลิตตามสูตรโบราณก็ไม่ได้ อาทิ รากผักชีสดตำละเอียด+มะนาวแป้นคั้นสด ส่วนรถเข็นปลาหมึกแห้งย่างมีให้เลือกหลายขนาด ราคาแพงสุดแผงด้านบนก็แค่ 5 บาทเพลินลิ้นกันยกครัว ยุคนี้ตัวเป็นร้อยสองร้อย วันก่อนแวะตลาดสดมีเจ้าหนึ่งมาตั้งแผงขายอาหารทะเลแห้ง ปลาหมึกแห้งตัวใหญ่ปาเข้าไป 700-800 กว่าบาท ส่วนกุ้งแห้งโลละ 2000 บาท แม่จ้าวโวยยยย...อยากจะบ้าตาย

อนุชนเยาวชนรุ่นหลังเลยหมดโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติ “ยำกุ้งแห้ง” เกรด เอ. รสเลิศกันสักเท่าไหร่หรือปลาหมึกแท้ๆ ตัวเป็นๆ ครบทั้งตัวก็แทบไม่เหลือหลอเพราะ “ส่งนอก” มีเท่าไรเหมาหมดทั้งอ่าวไทยทำสัญญากับข้ามปีเลยทีเดียว แม้แต่ทอดมันปลากรายแท้ๆ หาทานยากเย็นเสียเต็มประดา มีแต่ทอดมันปลากลายเป็นแป้งไปซะทั่่วทุกหัวระแหง

ที่รู้มาก็พวกๆ กันนี่ล่ะเป็นผู้จัดสรรให้การบริการอยู่ยันทุกวันนี้ เนื่องจากเกิดแลโต แก้ผ้าเล่นน้ำฝนมาด้วยกันแต่อ้อนแต่ออก สบช่องจากความรู้ลึกเรื่องศุลกากรมีเส้นสายโยงใยราวกับใยแมงมุมประกอบกับข้องแวะกับสะพานปลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถวๆ ตรอกจันทร์เลยกลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ กระดิกนิ้วตีพุงไปวันๆ เวลาว่างมากมาย ยามค่ำคืนออกตระเวณราตรีไปทั่วทุกหัวระแหง นับตั้งแต่บาร์อะโกโก้ที่มีพาร์ทเนอร์มาเป็นคู่เต้นรำทีละเพลงสองเพลงยันเล้านจ์สุดหรู

มีภรรยาทั้งที่เป็นตัวตนและไม่เป็นตัวตนนับกันไม่หวาดไม่ไหว ส่วนใหญ่ภรรยาหลวงจะนั่งซักผ้าจากกะละมังฟังละครวิทยุนีลิกานนท์ฝันกลางวันได้ทุกวี่ทุกวัน

เลยเถิดไปซะไกลโข วกกลับเข้ายังใจกลางกรุงแถวละแวกชุมชนชาวจีนมีเสียงตามสายแบบวิทยุส่งเสียงเจื้อยแจ้วตั้งแต่คลองถมยันถนนตก ออกแนวบทกลอนโบราณของจีนฟังเพลินไปอีกแบบ

ส่วนเรื่องของร้านเหล้าร้านรวงละแวกตลาดโต้รุ่งคลองเตย ฝั่งตรงข้ามปากซอยด้านขวามือเป็นตึกแถวชั้นบนเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ให้บรรดาผู้นิยมชมชอบได้ประลองฝีมือกันทุกเมื่อเชื่อวันยาวนานหลายสิบปี

เข้าเรื่องร้านรวงแลร้านเหล้าตรงตึกแถวที่เกริ่นแต่แรกตั้งตระหง่านเรียงรายหลายล็อคจากปากซอยยันท้ายซอยอีกเช่นกัน ตรงท้ายซอยเป็นแหล่งขายเป็ด-ไก่แหล่งใหญ่ตัวเป็นๆ เพลาเข้าเทศกาลตรุษจีน-สาร์ทจีนผู้คนจากทั่วสารทิศมาซื้อกันที่นี่ เพราะราคายุติธรรมมีให้เลือกหลากหลาย

อันว่าด้วยสนุ๊กเกอร์แถบถิ่นคลองเตยนับว่ามีนักสนุ๊กเกอร์มือฉมังมากโขอยู่ ที่โด่งดังคับฟ้าล่ารางวัลระดับโลกก็ "ต๋อง ศิษย์ฉ่อย" ก็มาจากละแวกคลองเตยนี่เอง สาวคิวปีนโต๊ะสนุ๊กตั้งแต่เท้ายังไม่ติดพื้นจนได้ดิบได้ดีกลายเป็นนักสนุ๊กเกอร์ติดอันดับโลกชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์

ที่เกริ่นเรื่อง “โต๊ะสนุ๊ก” ก็เพราะเป็นแหล่งใหญ่รวมพลบรรดาเหล่ามิจฉาชีพกันพอควร เปิดบริการ 25 ชั่วโมง 7-11 ยังต้องเปิดทางให้ เรื่องการตั้งโต๊ะสนุ๊ก” ต้องมีสมาคมรองรับ อันนี้เว้นวรรคไว้ก่อนแล้วกัน เดี๊ยวจะออกนอกเรื่องอีก แหล่งโต๊ะสนุ๊กก็จะมีสาว “มาร์คกี้” คอยบริการจดแต้ม, ตั้งลูก, เก็บลูก, ส่งเรสท์และมีบริการเครื่องดื่มเหล้ายาปลาปิ้งครบถ้วน เรื่องตีรันฟันแทงจึงมีให้เห็นอยู่เนืองๆ นี่เป็นเพียงแค่เรียกน้ำย่อย ส่วนหนักๆ หลักๆ เป็นร้านรวงและบาร์ทางแถบท่าเรือคลองเตย

บาร์ตรงปากทางเข้าท่าเรือคลองเตยก่อนถึงสถานีตำรวจและข้ามฟากเข้าไปในซอยวัดบ้านเล่าหรือวัดคลองเตยนอก แหล่งบันเทิงหลากรูปแบบ บาร์ฝรั่งยกระดับหรูสุดมีดนตรีสากลบรรเลงสด รองรับบรรดากัปตันและกะลาสีเรือขี้เมาจากทั่วโลกที่มาเทียบท่าเรือคลองเตย ที่ขึ้นชื่อลือชาก็ Mosquito Bar

สยามเมืองยิ้มยุคนั้นมีแค่ท่าเรือคลองเตยแห่งเดียวที่รองรับเรือเดินทะเลบรรทุกสินค้าหรือเรือรบขนาดใหญ่ สมัยนั้นพัทยายังไม่ถูกเปิดบริสุทธิ์ แหลมฉบังยังเป็นป่าทึบ หาดทรายขาวน้ำใส ปูปลาระเริงว่ายน้ำกันเพลิดเพลินเจริญใจ (ชักจะออกนอกเรื่องอีกแล้ว)

พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างประเทศในยุคนั้นท่าเรือคลองเตยเป็นแหล่งบันเทิงสุดหรูของสยามเมืองยิ้ม สนามบินดอนเมืองก็ยังเป็นป่ารกครึ้ม สองข้างทางเป็นท้องทุ่งนายาวต่อเนื่องไปยันรังสิตเลยไปอยุธยา ถนนพหลโยธินเป็นถนนลาดยางแคบๆ รถวิ่งสวนกัน ส่วนถนนวิภาวดีมาสร้างทีหลัง

ส่วนท่าเรือน้ำลึกที่แหลมฉบังหรือพัทยายังเป็นป่าทึบ หาดทรายขาวสดใสไร้ผู้คน บางแสนดูจะครึกครื้นกว่าเนื่องเพราะใกล้กรุงเทพฯ เลยไปหน่อยก็พัทยา

สมัยนั้นมีม้าให้ขี่เล่นเลียบเลาะชายหาด อาคารสูงแล้วยังไม่มีให้เห็น มีบ้านพักตากอากาศเพียงไม่กี่หลัง ส่วนที่บางแสนก็เป็นโรงแรมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่โดดเด่นเป็นพิเศษรองรับนักท่องเที่ยวมายันทุกวันนี้

นอกจากนี้ยังมีบริการเรือใบให้นั่งชมวิวทะเลด้วยใบเรือมีโฆษณา "โบลีเด้น" แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ยุคเริ่มแรกของสยามเมืองยิ้มซะด้วย ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีเรือเครื่องมาบริการ

สมัยนั้นการเดินทางไปบางแสนหรือพัทยาก็ต้องใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น นับว่าหนักเอาการแต่ได้ความเพลิดเพลินเจริญใจทั้งสองข้างทางเปี่ยมล้นไปด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติล้วนๆ ผู้คนอัธยาศัยเป็นเยี่ยมยอด

แถมยังแวะเวียนเยี่ยมเยือนญาติๆ ผู้ใหญ่บางท่านไปร่ำเรียนอยู่ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา วิทยาเขตบางแสน ซึ่งปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยบูรพา

ว่าแล้วก็ได้เวลาแดดร่มลมตกขอจบแบบห้วนๆ สำหรับตอนปรับแต่งใหม่สไตล์โก๋เมืองกรุง งวดหน้าค่อยมาว่ากันใหม่นะคุณท่านทั้งหลายแหล่...ด้วยแกลังลืมเรื่องรถและรสรักอีกจนได้...ฮึฮึ ด้วยเรื่องรสรักแลรักรถไม่ใช่เรื่องที่จะมาว่ากันอย่างง่ายดายนะคุณท่านทั้งหลาย ต้องระดับกุนซือหรือซือแป๋เท่านั้นถึงจะว่ากันถึงกึ๋น....

Recent posts

error: Content is protected !!