บ๊อช: ความปลอดภัยบนถนนต้องมาจากความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกภาคส่วน


การวิจัยอุบัติเหตุคือรากฐานของการพัฒนานโยบายจราจรและเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องชีวิต

 อุบัติเหตุทางถนนคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตในประเทศไทย

 งานวิจัยด้านอุบัติเหตุของบ๊อช พบว่าร้อยละ 72 ของอุบัติเหตุจากการชนท้ายที่ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ

 ด้วยการต่อยอดจากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ในรถยนต์ บ๊อช พัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แบบเรดาร์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่รถจักรยานยนต์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – อุบัติเหตุที่เกิดกับยานพาหนะไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันของวัตถุสองอย่างเท่านั้น แต่เป็นการบรรจบกันของหลายองค์ประกอบที่ทำให้เกิดการชนปะทะอย่างกะทันหันและมักมีผู้เสียชีวิต ความผิดพลาดหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์คือสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลก แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เลวร้าย ถนนชำรุดหรือมีไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ป้ายจราจรมีจำกัด คนเดินเท้าหรือสัตว์ข้ามถนนตัดหน้า ตลอดจนการชำรุดของยานพาหนะที่อาจเกิดจากความบกพร่องในการออกแบบหรือขาดการดูแลรักษา รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย

องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนถนน 1.3 ล้านคนทั่วโลก ผลวิจัยของธนาคารพัฒนาเอเชียระบุว่าร้อยละ 60 ของอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นในทวีปเอเชีย

มีการคาดการณ์ว่าในแต่ละวัน ประเทศไทยมีอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต 60 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 500 ราย และ 20 รายต้องกลายเป็นผู้พิการจากอุบัติเหตุทางถนน ข้อมูลในปี 2564 พบว่าประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์ประมาณ 21.7 ล้านคัน อุบัติเหตุทางถนนส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์โดยมีอัตราส่วนการเสียชีวิต 3 ใน 4 ราย ทำให้ไทยเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่มีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บ๊อช เชื่อมั่นว่าการเพิ่มความปลอดภัยจราจรจะบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้ด้วยการใช้ข้อมูลอุบัติเหตุอย่างรอบด้านเพื่อพัฒนาและดำเนินมาตรการปกป้องชีวิตบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงไม่ใช่การคาดการณ์ การวิจัยอุบัติเหตุต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจในต้นตอของสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุยานยนต์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

การวิจัยอุบัติเหตุทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ

ประเทศไทยกำหนดนโยบายสาธารณะและจัดลำดับความสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาโครงสร้างของอุบัติเหตุทางถนนอย่างครอบคลุม บ๊อช แนะนำแนวทางแบบครบวงจรในการวิเคราะห์ความสำคัญของสถิติการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งข้อมูลที่ถูกรวบรวมจากการตรวจสอบในสถานที่เกิดเหตุจะถูกวิเคราะห์เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ หลังจากนั้นจะมีการสรุปต้นเหตุ ความรุนแรง และสถิติของอุบัติเหตุ พร้อมกับการคาดการณ์ประโยชน์ของการดำเนินมาตรการเชิงป้องกัน โธมัส ลิช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสฝ่ายการวิจัยอุบัติเหตุของบ๊อช อธิบายว่า “ระเบียบวิธีวิจัยเช่นนี้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกที่จะทำให้รถยนต์มีความปลอดภัยมากขึ้นและสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดมาตรการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การบังคับใช้กฎหมาย และการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน”

บรรยายใต้ภาพ: โธมัส ลิช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสฝ่ายการวิจัยอุบัติเหตุของบ๊อช

เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมีความจำเป็นสำหรับการคมนาคมยุคใหม่

การจราจรมีปริมาณหนาแน่นมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตใจกลางเมือง พื้นที่ที่แออัดยิ่งขึ้นและยานพาหนะที่มีจำนวนมากขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ TomTom รายงานว่า กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 3 ของเมืองที่มีความหนาแน่นบนถนนสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ซึ่งทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ กุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมีนัยสำคัญและลดความเครียดบนถนนคือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทันสมัยซึ่งช่วยได้ทั้งป้องกันอุบัติเหตุและลดความสูญเสีย

ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติหรือ AEB (Automatic Emergency Braking) ทำงานด้วยเครือข่ายเซ็นเซอร์ในระบบควบคุมเสถียรภาพอิเลคโทรนิค (ESC) ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุด้วยการวิเคราะห์การจราจรด้านหน้าอย่างต่อเนื่องและตรวจจับวัตถุที่อยู่นิ่งหรือเคลื่อนที่อยู่ใกล้ในระดับเฝ้าระวัง ระบบ AEB ยังช่วยเบรกในเบื้องต้นเพื่อลดความเร็ว แต่หากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนอง ระบบ AEB จะสั่งการระบบเบรกเต็มกำลังเพื่อป้องกันการชนท้าย ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้ อย่างน้อย การทำงานของระบบนี้สามารถจะช่วยลดแรงปะทะและลดอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

บรรยายใต้ภาพ: ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติช่วยหลีกเลี่ยงการชนท้ายและลดแรงปะทะ

ในส่วนของเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ บ๊อช ได้ยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์ให้สูงขึ้นอย่างมากด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบควบคุมเสถียรภาพรถจักรยานยนต์ MSC รายงานฉบับเดียวกันขององค์การอนามัยโลกระบุว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนเดินเท้าคือกลุ่มเคราะห์ร้ายที่มีความเสี่ยงมากที่สุด โดยมีอัตราส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุทางถนน บ๊อช เปิดตัวอีกระดับของเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แบบเรดาร์ (ARAS) ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ยานยนต์ที่ใช้เซ็นเซอร์เรดาร์

ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างระบบตรวจจับมุมอับสายตาช่วยเฝ้าระวังทุกทิศทางเพื่อให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สามารถเปลี่ยนช่องจราจรอย่างปลอดภัย เซ็นเซอร์เรดาร์ทำงานเหมือนเป็นดวงตาของระบบตรวจจับมุมอับสายตาด้วยการระบุวัตถุที่อยู่ในพื้นที่ที่ยากแก่การมองเห็น เมื่อใดก็ตามที่มียานพาหนะอยู่ในมุมอับสายตาของผู้ขับขี่ เทคโนโลยีนี้จะเตือนด้วยสัญญาณภาพ อาทิ บนกระจกมองข้าง อีกหนึ่งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัยคือระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันหรือ ACC (adaptive cruise control) ช่วยปรับความเร็วของตัวรถให้เคลื่อนที่ไปตามสภาพจราจรและรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบนี้ช่วยป้องกันการชนท้ายซึ่งเกิดจากการรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าไม่มากพอ และช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิ นอกจากนี้ ระบบ ARAS ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้วยการแจ้งเตือนการชน ลดความเสี่ยงต่อการชนท้ายหรือบรรเทาความเสียหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ร้อยละ 90 ของอุบัติเหตุเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์

มีความเสี่ยงมากมายที่ถูกมองข้ามหรือสถานการณ์ที่มีการตัดสินใจผิดพลาดบนถนน ส่งผลให้ผู้ขับขี่ตอบสนองช้าเกินไปหรือไม่ถูกต้อง บ๊อช ใช้แนวทางการดำเนินงานแบบองค์รวมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ ด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทั้งหมดจากขอบเขตต่าง ๆ อย่างหลักทางกลศาสตร์ อิเลคโทรนิคส์ การพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงระบบเทเลมาติกส์

เพื่อพัฒนาแนวคิดนี้ให้ก้าวล้ำ จำเป็นต้องมีโซลูชั่นอย่างระบบเฝ้าระวังผู้ขับขี่ที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมสำคัญอย่างการขาดสมาธิของผู้ขับขี่และอาการง่วงนอน นอกจากการใช้งานแอพพลิเคชันเพื่อความปลอดภัยที่หลากหลายแล้วนั้น โซลูชั่นนี้ยังมีการตอบสนองต่อการสั่งการด้วยนวัตกรรมหลายแบบ อย่างการเคลื่อนไหวมือเพื่อสั่งการทำงานของระบบอินโฟ เทนเมนท์โดยที่ไม่รบกวนสมาธิ ระบบเฝ้าระวังในห้องโดยสารของยานยนต์แห่งอนาคตมีความจำเป็นอย่างยิ่งในยานพาหนะที่ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถในสถานการณ์ที่จำเป็น

ความมุ่งมั่นร่วมกัน

รายงานขององค์การอนามัยโลกที่เผยแพร่ในปีพ.ศ. 2561 ระบุว่า อุบัติเหตุบนถนนส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึงร้อยละ 3 รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่าอุบัติเหตุทางถนนจะกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 7 ภายในปีพ.ศ. 2573 หากไม่มีการดำเนินมาตรการที่ยั่งยืน

“นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังทำให้ผู้คนต้องเผชิญกับความโศกเศร้าและการพลัดพราก” โจเซฟ ฮง กรรมการผู้จัดการ บ๊อชประเทศไทย และประเทศลาวกล่าว “บ๊อช เดินหน้าลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างมหาศาล มุ่งเน้นสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องชีวิต ทั้งการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่และการสร้างโซลูชั่นส์ที่ช่วยให้รถยนต์และท้องถนนมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น”

บรรยายใต้ภาพ: กรรมการผู้จัดการ บ๊อชประเทศไทย และลาว

บ๊อช ในฐานะพันธมิตรและผู้เข้าร่วมการสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 15 มีความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเติมเต็มในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมคือกุญแจสำคัญสู่การยกระดับความปลอดภัยทางถนน

เกี่ยวกับกลุ่มบ๊อชในประเทศไทย

บ๊อชได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ. 2466 ปัจจุบัน บ๊อชสร้างความหลากหลายในธุรกิจถึง 4 ด้าน ได้แก่ โซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อน เทคโนโลยีอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร บริษัทมีโรงงานผลิตในธุรกิจโซลูชั่นส์แห่งการขับเคลื่อนสองแห่ง พร้อมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา อีกทั้งสำนักงานขายและศูนย์บริการสำหรับอุปกรณ์ไฮดรอลิกและเครื่องจักรในจังหวัดระยอง ในปีที่ผ่านมา บ๊อชในประเทศไทยมีพนักงานกว่า 1,200 คน ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.bosch.co.th และ https://www.facebook.com/BoschThailand

Mobility Solutions คือกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัทบ๊อช มีรายได้จากยอดขายอยู่ที่ 45.3 พันล้านยูโรในปีพ.ศ. 2563 หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ของยอดขายจากการปฏิบัติงานทั้งหมด กลุ่มบริษัทบ๊อช จึงเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำของโลก กลุ่มธุรกิจ Mobility Solutions มุ่งสู่วิสัยทัศน์ยานยนต์ที่มีความปลอดภัย ยั่งยืน และน่าตื่นเต้น ด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ทั้งในด้านการตอบสนองเฉพาะทาง ระบบอัตโนมัติ ระบบพลังงานไฟฟ้า และการเชื่อมต่อ ลูกค้าจึงได้รับโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนแบบบูรณาการ ขอบเขตหลักของกลุ่มธุรกิจนี้คือการนำเสนอเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน โซลูชั่นส์ที่หลากหลายสำหรับระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยยานยนต์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน รวมถึงการสื่อสารระหว่างยานยนต์กับยานยนต์ และยานยนต์กับระบบโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ซ่อมบำรุง ตลอดจนเทคโนโลยีและการบริการสำหรับตลาดยานยนต์หลังการขาย บ๊อช คือสัญลักษณ์ของนวัตกรรมยานยนต์ที่มีความสำคัญ อาทิ ระบบอิเลคโทรนิคควบคุมเครื่องยนต์ ระบบควบคุมเสถียรภาพป้องกันการลื่นไถล และเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล

กลุ่มบริษัทบ๊อช คือบริษัทเทคโนโลยีและการบริการชั้นนำระดับโลก มีพนักงานโดยประมาณ 402,600 คนทั่วโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564) บริษัทฯ มียอดขาย 78.7 พันล้านยูโรในปี 2564 การปฏิบัติงานของบริษัทฯ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจได้แก่ Mobility Solutions, Industrial Technology, Consumer Goods, และ Energy and Building Technology ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการไอโอที (IoT) ชั้นนำ บ๊อช นำเสนอโซลูชั่นส์นวัตกรรมสำหรับที่พักอาศัยอัจฉริยะ ระบบ Industry 4.0 และการเดินทางขับเคลื่อนที่มีการเชื่อมต่อ บ๊อช มุ่งสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์ยานยนต์ที่มีความปลอดภัย ยั่งยืน และน่าตื่นเต้น ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ ซอฟต์แวร์ และการบริการ รวมถึงระบบคลาวด์ไอโอทีของบริษัทฯ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้โซลูชั่นส์แบบข้ามระบบและมีการเชื่อมต่อจากแหล่งเดียว เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทบ๊อช คือการอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตที่มีการเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือถูกพัฒนา หรือผลิตขึ้นด้วย AI บ๊อช ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วยผลิตภัณฑ์และการบริการที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและจุดประกายความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า หรือจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า บ๊อช สร้างสรรค์ “เทคโนโลยีเพื่อชีวิต” กลุ่มบริษัทบ๊อชประกอบด้วย บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช พร้อมด้วยบริษัทในเครือและบริษัทประจำภูมิภาคอีกประมาณ 440 บริษัทใน 60 ประเทศ รวมถึงหุ้นส่วนด้านการขายและการบริการ การผลิตทั่วโลกของ บ๊อช การพัฒนาระบบวิศวกรรม และเครือข่ายการขายที่ครอบคลุมเกือบทุกประเทศในโลก ด้วยการมีสำนักงานมากกว่า 400 แห่งทั่วโลก กลุ่มบริษัทบ๊อช มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutral) นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 นวัตกรรมที่แข็งแกร่งคือพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต บ๊อชมีพนักงานในฝ่ายวิจัยและพัฒนาประมาณ 76,100 คนใน 128 สำนักงานทั่วโลก รวมถึงวิศวกรซอฟต์แวร์อีกประมาณ 38,000 คน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เข้าชมได้ที่ www.bosch.com, www.iot.bosch.com, www.bosch-press.com, https://twitter.com/BoschPress

Recent posts

error: Content is protected !!