ประชาชนกังวลราคายานพาหนะและค่าใช้จ่ายการเดินทางจะพุ่ง หลังราคาพลังงานสูงขึ้น


 การวิจัยล่าสุดของ Continental Mobility Study พบว่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางและราคายานพาหนะ

คนส่วนใหญ่ในประเทศเยอรมนีจะไม่สามารถขับรถได้อีกต่อไปหากน้ำมันเบนซินมีราคามากก ว่า 2.80 ยูโรต่อลิตร

 ความยั่งยืนกำลังได้รับความสำคัญ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการจ่ายราคาที่สูงกว่าที่เกิดขึ้น พวกเขาต้องการให้รัฐบาลดูแลเรื่องนี้

 นิโคไล เซทเซอร์ ซีอีโอของคอนติเนนทอลกล่าวว่า “ผลการศึกษาปีนี้แสดงให้เห็นว่ายานพาหนะต้องมีราคาจับต้องได้”

 รถยนต์ยังคงเป็นรูปแบบการเดินทางที่สำคัญที่สุด แม้หลังจากการระบาดใหญ่บรรเทาลง

เมืองฮันโนเวอร์ วันที่ 30 มิถุนายน 2022 – ผู้คนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางและราคายานพาหนะ นี่เป็นหนึ่งในการค้นพบที่สำคัญจากการวิจัย Continental Mobility Study 2022 (ยานพาหนะและการเดินทาง)โดยคอนติเนนทอลเผยว่า สถานการณ์ขณะนี้คืออัตราเงินเฟ้อสูงและยิ่งไปกว่านั้นคือราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังเป็นภัยคุกคาม ที่จะระงับการเปลี่ยนแปลงของยานพานหนะในเยอรมนี หากพูดถึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องมากขึ้นกับพลเมือง ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ จากผลสำรวจพบว่ามีเพียงร้อยละ 44 ของชาวเยอรมันที่อยากให้ยานพาหนะในอนาคตจะเป็นแบบไฟฟ้า อย่างไรก็ตามการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญสำหรับชาวเย อรมัน เมื่อเทียบกับราคาไฟฟ้า น้ำมันเบนซิน และนำมันดีเซลที่มีราคาสูง นอกจากนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจในเยอรมนีจะไม่สามารถขับรถได้อีกต่อไป หากราคาน้ำมันเบนซินเกิน 2.80 ยูโรต่อลิตร ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามไม่พร้อมที่จะใช้จ่ายกับยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถยนต์ทั่วไ ป ในขณะเดียวกันเกือบครึ่งหนึ่ง (43 เปอร์เซ็นต์) ระบุว่าค่าใช้จ่ายที่สูงนี้เป็นเหตุผลในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ จากความเห็นของคนส่วนใหญ่รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือมากกว่านี้ เช่น ผ่านการอุดหนุน เพื่อให้แน่ใจว่าสัดส่วนของรถยนต์ปลอดมลพิษจะเพิ่มขึ้น

และเหนือสิ่งอื่นใดคือเพื่อให้แน่ใจว่าการเดินทางโดยรวมยังคงมีราคาที่ไม่แพง ซึ่งนี่ก็เป็นหน้าที่ของผู้กำหนดนโยบายในการสร้างเงื่อนไขกรอบการทำงานที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์นี้ ความคาดหวังเหล่านี้ชัดเจนโดยผู้ที่เข้าร่วมในการวิจัย Continental Mobility Study “เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ Continental Mobility Study เป็นมาตรวัดที่สำคัญสำหรับการพัฒนาแนวโน้มยานพาหนะทั่วโลกและการยอมรับเทคโนโลยีใหม่” Nikolai Setzer ซีอีโอของคอนติเนนทอลกล่าว “ผลการศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกต้องการการขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น สะดวกมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้นด้วย แต่สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องมีราคาที่จับต้องได้”

กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดกังวลเรื่องราคายานพาหนะ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

คอนติเนนทอลได้ส่งตัวแทนเพื่อทำการศึกษาเรื่องยานพาหนะร่วมกับบริษัท infas บริษัทวิจัยตลาดที่มีชื่อเสียง เป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 infas ได้สำรวจพลเมือง 6,000 คนที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 70 ปีทั่วเยอรมนี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน เกี่ยวกับข้อกำหนดด้านยานพาหนะส่วนบุคคลและพฤติกรรมการเดินทางและการพักผ่อน

ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นและการขาดข้อมูลเป็นอุปสรรคต่อยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

การศึกษาระบุว่าค่าใช้จ่ายและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอนั้นเป็นอุปสรรคต่อความต้องการที่สูงขึ้นสำหรับก ารยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สองในสามของผู้ตอบแบบสำรวจในเยอรมนีรู้สึกว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซื้อและใช้งานรถ ยนต์ไฟฟ้า ผู้ตอบแบบสำรวจ 67 เปอร์เซ็นต์ไม่แน่ใจเกี่ยวกับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเนื่องจากค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น โดยรวมแล้ว คนส่วนใหญ่ (62 เปอร์เซ็นต์) จึงไม่คิดว่าตนเองจะสามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองว่าเป็นสิ่งสำคัญหรือสำคัญมากที่วัสดุที่ใช้สำหรับรถยนต์ของพว กเขานั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน นอกจากนี้มาตรฐานทางสังคมและสิทธิมนุษยชนยังได้รับการสนับสนุนระหว่างการผลิตและตลอดห่วงโซ่อุปทาน ในขณะเดียวกันผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมที่จะจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลในรถยนต์ของตน เช่นเดียวกับการใช้เชื้อเพลิงที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานงานสะอาดจากไฮโดรเจน

ประชาชนต้องการความช่วยเหลือด้านการเงินและมาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาล

โดยทั่วไปแล้วผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (73 เปอร์เซ็นต์) กังวลว่าจะไม่มียานพาหนะที่อยู่ในราคาที่เอื้อมถึงได้อีกต่อไป เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น ดังนั้นมากกว่าสี่ในห้าของผู้ตอบแบบสอบถาม (82 เปอร์เซ็นต์)

คิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องประกันว่ายังคงมียานพาหนะที่ราคาสมเหตุสมผล นอกจากนี้ 77 เปอร์เซ็นต์มองว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะต้องแน่ใจว่ายานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีราคา ต่ำกว่ายานพาหนะที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์สำหรับประเทศนอร์เวย์ซึ่งรวมอยู่ในการศึกษาด้านยานพาหนะและการเดินทางเป็นครั้งแรกแสดงให้เห็นว่ ารัฐบาลสามารถใช้บทบาทการออกกฎเชิงรุกได้ รัฐบาลนอร์เวย์ส่งเสริมการซื้อรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและออกแคมเปญต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลโดยเฉพาะ มาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนอร์เวย์สนับสนุนการเจาะตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นในผลการศึกษาเช่นกันคือ ข้อมูลที่ได้จากผู้ตอบแบบสอบถามนี้ชี้ว่าส่วนแบ่งทางตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริด (26 เปอร์เซ็นต์) สูงกว่าที่เห็นในอีกห้าประเทศที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ในประเทศนอร์เวย์ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยังต้องดำเนินการอีกมากเกี่ยวกับแนวคิดยานพาหนะยั่งยืน สัดส่วนของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลอยู่ที่ 41เปอร์เซ็นต์ในนอร์เวย์ ซึ่งมักเรียกกันว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่ตัวเลขในฝรั่งเศสอยู่ที่ 46 เปอร์เซ็นต์

62 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าตนเองไม่สามารถซื้อ รถยนต์ไฟฟ้าได้ในอนาคตอันใกล้นี้

Steffen Schwartz-Höfler หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของคอนติเนนทอลอธิบายว่า “การศึกษา Continental Mobility Study 2022 แสดงให้เห็นว่าผู้คนเห็นชอบต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำหรือปราศจากมลพิษซึ่งได้เริ่ม ต้นขึ้นและพร้อมที่จะใช้เส้นทางนั้นเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ผลการศึกษา Continental Mobility Study ทั่วโลกประจำปีนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคภาคเอกชนไม่เต็มใจที่จะแบกรับภาระทางการเงินของการเปลี่ยนแปลงด้ านยานพาหนะนี้เพียงลำพัง หากโครงการนี้ประสบความเร็จตามจังหวะที่จำเป็น รูปแบบใหม่ของการเคลื่อนที่แบบยั่งยืนจะต้องมีราคาที่เอื้อมถึง เมื่อนั้นพวกเขาถึงจะได้รับแต่การตอบรับในเชิงบวก”

รถยนต์ยังคงเป็นรูปแบบการเดินทางที่สำคัญที่สุด แม้หลังจากการระบาดใหญ่บรรเทาลง

Continental Mobility Study 2022 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารถยนต์เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในการระบาดใหญ่ และถูกกำหนดให้ยังคงเป็นวิธีการเดินทางที่สำคัญที่สุด

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่รายงานว่าใช้รถอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ในสหรัฐอเมริกามากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (59 เปอร์เซ็นต์) ใช้รถทุกวัน มีเพียงประมาณหนึ่งในห้าของผู้ตอบแบบสอบถามใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

และมีเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะทุกวัน ปัจจัยชี้ขาดในที่นี้จากการศึกษาคือ รถยนต์จะคงตำแหน่งที่โดดเด่นในอนาคตและอาจขยายตลาดเพิ่มได้อีก ผู้ที่รายงานว่าเคยเดินทางในช่วงการระบาดใหญ่ส่วนใหญ่ยืนยันในการสำรวจว่าพวกเขาตั้งใจที่จะใช้รถของตนต่ อไป (84 เปอร์เซ็นต์) หรือใช้รถมากขึ้นไปอีก (60 เปอร์เซ็นต์) เมื่อการระบาดใหญ่สิ้นสุดลง

รถยนต์เป็นส่วนสำคัญของพื้นที่อยู่อาศัยส่วนตัวของผู้คนมากขึ้น

คนส่วนใหญ่ในประเทศเยอรมนีนิยามรถยนต์ว่าเป็นส่วนสำคัญของความคล่องตัวและพื้นที่ใช้สอยส่วนตัว

ผู้คนต้องการให้รถของพวกเขามีเทคโนโลยีล่าสุด เช่น คนส่วนใหญ่ต้องการให้รถของพวกเขาเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ล่าสุด ตลอดจนข้อมูลการจราจรและสิ่งแวดล้อม ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าระบบช่วยเหลือทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่พึงประสงค์หรือแม้ กระทั่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น หนึ่งในสี่ต้องการฟังก์ชันต่างๆ เช่น การขับขี่อัตโนมัติระหว่างรถติด พวกเขากังวลเกี่ยวกับผลที่ตามมาที่ไม่อาจควบคุมได้จากการใช้เทคโนโลยี ไม่เพียงแต่ข้อผิดพลาดในซอฟต์แวร์เท่านั้นที่อาจบั่นทอนการทำงานหรือความปลอดภัยของรถ แต่เทคโนโลยีอาจทำให้รถยนต์ซับซ้อนและใช้งานยากเกินไป อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าการขับรถอัตโนมัติสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ Gilles Mabire ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของคอนติเนนทอลออโตโมทีฟกล่าวว่า "แนวโน้มทั่วไปที่เปิดเผยโดยการศึกษาวิจัยนี้ก็คือ ตัวรถเองและเทคโนโลยีที่ประกอบอยู่ภายในนั้นจะต้องยังคงใช้งานได้ง่าย ปลอดภัย และมีราคาจับต้องได้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่าการเชื่อมต่อ ระบบอัตโนมัติ และประสบการณ์ของผู้ใช้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ ฟังก์ชันความสะดวกสบายจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า เราเชื่อว่าด้วยกลยุทธ์ยานยนต์ใหม่ของเรา เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีและพร้อมสำหรับความท้าทายในอนาคต”

The Continental Mobility Study 2022

ตั้งแต่ปี 2554 บริษัทเทคโนโลยีคอนติเนนทอลได้ดำเนินการทำ Continental Mobility Study ศึกษาเรื่องยานพาหนะและการเดินทางในหัวข้อสำคัญต่างๆ เป็นระยะๆ สำหรับฉบับปี 2565 ร่วมกับ

สถาบันวิจัยการตลาดและ สังคม infas คอนติเนนทอลได้สำรวจผู้คนจำนวน 6,000 คนที่อายุเกิน 18 ปีในประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีนในเดือนพฤษภาคม 2565 เกี่ยวกับข้อกำหนดด้านานพาหนะและการเดินทางส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างในแต่ละประเทศจะเป็นตัวแทนของประชากร สำหรับประเทศจีนนั้นเป็นตัวแทนของประชากรในเมือง จุดมุ่งหมายของ Continental Mobility Study ซึ่งขณะนี้อยู่ในฉบับที่ 7 คือการให้การเปรียบเทียบระหว่างประเทศของทัศนคติของผู้คนที่มีต่อการพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวทั้งในปัจจุบั นและอนาคตและพฤติกรรมการใช้งานส่วนบุคคลของพวกเขา หัวข้อที่กล่าวถึงในการศึกษาการขับเคลื่อนในปีนี้ ได้แก่ ความต้องการด้านยานพาหนะโดยทั่วไป ทัศนคติต่อความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ตลอดจนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ท่ามกลางฉากหลังของการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส การศึกษานี้เน้นที่บทบาทของรถยนต์ในฐานะสถานที่หลบภัยที่เป็นไปได้และเป็นสถานที่พักผ่อนที่เกี่ยวข้องกับก ารเดินทางและวันหยุดพักผ่อน

คอนติเนนทอล ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2414 พัฒนาเทคโนโลยีและบริการที่ก้าวล้ำสำหรับยานยนต์ที่มีการเชื่อมต่อและความยั่งยืนให้กับผู้คนและสินค้า โดยนำเสนอวิธีการที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ชาญฉลาด และราคาไม่แพงให้กับยานยนต์ เครื่องจักร การจราจร ตลอดจนการขนส่ง คอนติเนนทอลยอดขายเบื้องต้นที่ 33.8 พันล้านยูโรในปี พ.ศ. 2564 และมีพนักงานกว่า 190,000 คนใน 58 ประเทศทั่วโลก และฉลองครบรอบ 150 ปีใน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Recent posts

error: Content is protected !!