ยูเครน-รัสเซีย บรรลุข้อตกลงเปิดทางอพยพพลเรือนในบางพื้นที่


ยูเครนและรัสเซียสามารถบรรลุข้อตกลงที่จะเปิดทางให้พลเรือนในยูเครนในพื้นที่บางส่วนซึ่งถูกกองทัพรัสเซียโจมตีอย่างหนักได้อพยพลี้ภัยด้วยรถประจำทางหรือการเดินเท้าไปยังที่ปลอดภัยในวันอังคาร ขณะที่มีการหยุดยิงชั่วคราว

รายงานข่าวระบุว่า การอพยพได้เริ่มขึ้นในพื้นที่เมืองซูมี ทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งกองทัพรัสเซียเพิ่งทำการโจมตีทางอากาศบริเวณถนนสายที่เป็นพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัยไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ และทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 21 คน ตามข้อมูลจากทางการท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน ประชาชนในเมืองเอียร์พิน ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ก็เริ่มเดินทางออกจากพื้นที่แล้วเช่นกัน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า จะมีการเปิด “ระเบียงอพยพ” ในเมืองเชอร์นิฮีฟ เมืองคาร์คีฟ และเมืองมาริอูโพล ด้วย

ทั้งนี้ ทางการยูเครนได้พยายามเปิดทางให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งถูกรัสเซียโจมตีได้อพยพลี้ภัยหลายครั้งตลอดช่วงเกือบ 2 สัปดาห์ที่เกิดการรุกเข้ามาแล้ว

และในวันอังคาร รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ดมีโทร คูเลบา กล่าวหารัสเซียว่า ทำการจับประชาชนราว 300,000 คน “ไว้เป็นตัวประกันในเมืองมาริอูโพล” และกีดกันไม่ให้มีการอพยพเพื่อจุดประสงค์ด้านมนุษยธรรมด้วย

ส่วน พลเอก เยนส์ ชโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) กล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ต่อพลเรือนในยูเครน “สร้างความเสียหายอย่างมาก” และเรียกร้องให้มีการเปิด “ระเบียงมนุษยธรรมที่แท้จริงและทุกฝ่ายให้ความเคารพอย่างเต็มที่"

พลเอก ชโตลเทนเบิร์ก กล่าวด้วยว่า มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า พลเรือนตกมาเป็นเป้าการโจมตีขณะที่พยายามอพยพหนีตายอยู่ และว่า “การจับพลเรือนเป็นเป้าโจมตี ถือเป็นอาชญากรรมทางสงครามและเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

หน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยในวันอังคารว่า มีผู้คนกว่า 2 ล้านคนที่ทำการลี้ภัยออกมาจากยูเครน นับตั้งแต่รัสเซียทำการบุกประเทศเพื่อนบ้านเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกว่าครึ่งนั้นเดินทางไปยังประเทศโปแลนด์

นอกจากนั้น รายงานข่าวเปิดเผยว่า การโจมตีโดยกองทัพรัสเซียในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมามีทั้งการทิ้งระเบิดพื้นที่หลายเมืองทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครน และการระดมยิงพื้นที่ชานเมืองของกรุงเคียฟ

รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษ เบน วอลเลซ กล่าวในวันอังคารว่า กองกำลังของยูเครนยังเดินหน้าต่อต้านกองทัพรัสเซียที่พยายามรุกคืนเข้ามาที่กรุงเคียฟ ซึ่งทำให้ฝ่ายรัสเซียเริ่มเข้าตาจนมากขึ้น จนทำให้ต้อง “ระดมยิงอย่างไม่เลือกหน้า” ใส่พลเรือนแล้ว

ข้อมูลบางส่วนมาจาก เอพี เอเอฟพีและรอยเตอร์

Recent posts

error: Content is protected !!