สถานการณ์การขาดแคลน Semiconductor ในอุตสาหกรรมยานยนต์


วิกฤตการณ์ขาดแคลน Semiconductor

ผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลหลายประเทศดำเนินมาตรการจำกัด/ห้ามการเดินทางของผู้คน (Lock down)เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทต้องหยุดลงชั่วคราว ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมชะลอตัวทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการ Lockdown จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ แต่ยังมีบางธุรกิจ/อุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบด้านบวกจากการมาตรการดังกล่าว อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ การขนส่งสินค้า อุปกรณ์ด้านคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคม เป็นต้น ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ด้านคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคมเติบโตอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากกิจการต่าง ๆ ปรับรูปแบบให้พนักงานทำงานจากที่พักอาศัย (Work from home) แทน รวมทั้งความต้องการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเหลือเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความบันเทิง (Smart Home Appliance) ในที่พักอาศัยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการ Semiconductor ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุปกรณ์ดังกล่าวเติบโตขึ้นมากเช่นกัน ทั้งนี้ ก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัท McKinsey ได้คาดการณ์ยอดขาย Semiconductor สำหรับการใช้งานในอุปกรณ์ดังกล่าวจะเติบโตร้อยละ 5-10 เมื่อเปรียบเทียบกับปี ค.ศ. 2019 แต่เมื่อเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า อัตราการเติบโตเพิ่มเป็นร้อยละ 10-20

อุตสาหกรรมการผลิต Semiconductor หรือที่มักเรียกกันว่า Chip เติบโตได้เป็นอย่างดี กระทั่งปลายปี ค.ศ. 2020 ต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 1 ของปี ค.ศ. 2021 เกิดวิกฤติขาดแคลน Semiconductor อย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย และการผลิตยานยนต์ในประเทศไทย มีผู้ผลิต 3 รายประกาศลดกำลังการผลิตลงจากปัญหาการขาดแคลน Semiconductor ได้แก่ Mitsubishi Motor ประกาศลดกำลังการผลิตรถยนต์ 16,000 คัน จากโรงงานในประเทศไทยและญี่ปุ่น 3 แห่ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 เป็นต้นไป

Honda Automobile Thailand ประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ในโรงงานที่จังหวัดอยุธยาถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 เป็นการชั่วคราว Auto Alliance Thailand ประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ชั่วคราวระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 9 กรกฎาคม 2021

วิกฤติการณ์ขาดแคลน Semiconductor เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2020 ที่บริษัท AMK ผู้ผลิต Semiconductor เกิดไฟไหม้โรงงาน จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เกิดเหตุพายุหิมะถล่มรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ระบบสาธารณูปโภคไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ผู้ผลิต Semiconductor 3 ราย ที่ตั้งโรงงานอยู่ในรัฐเท็กซัส ได้แก่ NXP Infineon และ Samsung Electronics ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว และในเดือนมีนาคม 2021 ยังเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานผลิต Semiconductor ของบริษัท Renesas อีกรายหนึ่ง

ผู้ผลิต Semiconductor สำหรับยานยนต์

ทั่วโลกมีผู้ผลิต Semiconductor รายใหญ่จำนวน 17 ราย มีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 90 ของตลาด Semiconductor ในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งผลิตเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย (Wireless Communication) อุปกรณ์สื่อสารแบบมีสาย (Wired Communication) มาร์ตโฟน (Smartphone) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer: PC) อุปกรณ์ต่อพ่วงของคอมพิวเตอร์ (Computer Peripherals) เครื่องจักรอุตสาหกรรม (Industry Machines) ยานยนต์ (Automotive) เครื่องใช้ไฟฟ้า (Consumer Electric) และเครื่องแม่ข่ายและศูนย์ข้อมูล (Server and Data Center) และมี 7 ราย เป็นผู้ผลิต Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ NXP Infineon NVDIA AMD Qualcomm Texas instrument และ Renesas โดยผู้ผลิตทั้ง 7 รายนี้ มียอดจำหน่าย Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์รวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 ของยอดจำหน่ายทั้งหมดเท่านั้น และมี NXP Infineon Renesas และ Texas instrument เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของ Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์

นอกจากนี้ ผู้ผลิต Semiconductor ทั้ง 7 ราย ยังมีความเชี่ยวชาญการผลิตสำหรับการนำไปใช้ (Application) ในยานยนต์ที่แตกต่างกันด้วย กล่าวคือ ในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความต้องการใช้งาน Semiconductor สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ จำแนกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advance driver assistance system: ADAS) ได้แก่ บริษัท NVDIA Qualcomm AMD และ Texas instrument กลุ่มอุปกรณ์ควบคุมการทำงานของรถยนต์ (Conventional vehicle control) ได้แก่ บริษัท Infineon NXP และ Renesas และกลุ่มระบบสาระบันเทิงภายในรถยนต์ (Infotainment) ได้แก่ บริษัท Texas instrument NXP และ Renesas

การขาดแคลน Semiconductor ในอุตสาหกรรมยานยนต์

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานผลิต Semiconductor เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งของการขาดแคลน Semiconductor ในอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุอีกหลายประการที่ทำให้เกิดการขาดแคลน Semiconductor ในอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวคือ

ประการแรก ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี ค.ศ. 2020 โรงงานผลิตยานยนต์ทั่วโลกได้หยุดการผลิตชั่วคราว เพื่อดำเนินการตามมาตรการ Lockdown ของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ทำให้คำสั่งซื้อ Semiconductor สำหรับยานยนต์ขาดช่วงไป ประกอบกับความต้องการใช้งาน Semiconductor ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเติบโต ทำให้ผู้ผลิต Semiconductor ปรับสายการผลิตไปผลิต Semiconductor ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้กับระบบ 5G คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer: PC) และเครื่องแม่ข่าย (Server) ประการที่สอง แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะฟื้นตัวกลับมาผลิตใหม่อีกครั้ง แต่กระบวนการสั่งซื้อ Semiconductor ใช้เวลานานหลายเดือน โดยการสั่งซื้อ Semiconductor จากโรงงานผลิตเดิมต้องการเวลาล่วงหน้าถึง 4 เดือน ในขณะที่การสั่งซื้อ Semiconductor จากโรงงานใหม่ของผู้ผลิตรายเดิมต้องการเวลาตั้งสายการผลิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 6 เดือน และหากผู้ผลิตรถยนต์ต้องการเปลี่ยนผู้ผลิตรายใหม่ ต้องใช้เวลาในการเตรียมการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี หรือมากกว่า นอกจากนั้น หาก Semiconductor ใช้องค์ความรู้จากสิทธิบัตรของผู้ผลิตรายเดิม จะต้องดำเนินการขออนุญาตผลิตเพิ่มเติม และต้องผ่านกระบวนการภายในบริษัท เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อซึ่งจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นไปอีก

ประการที่สาม การเพิ่มกำลังการผลิตในสายการผลิตเดิมไม่สามารถทำได้โดยง่าย เนื่องจาก อัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรม Semiconductor อยู่ที่ประมาณร้อยละ 88 ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงมากแล้ว และการเพิ่มกำลังการผลิตโดยการตั้งโรงงานใหม่จะใช้เวลากว่า 2 ปีในการก่อสร้าง และผู้ผลิตต้องมีการออกแบบ Semiconductor และกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมการอีกหลายปี กว่าจะเริ่มผลิต Semiconductor ที่มีจำนวนมากได้

แนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลน Semiconductor

ปัจจุบันยังคงมีความต้องการ Semiconductor อย่างมากในหลายอุตสาหกรรม ทั้งด้านปริมาณและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องการ Semiconductor จำนวนมากขึ้นในอนาคต ในขณะที่สถานการณ์การขาดแคลน Semiconductor ยังไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้ ผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ดังนี้

มาตรการระยะสั้น ในช่วงที่ยังอยู่ในสภาวะการขาดแคลน Semiconductor

1) ผู้ผลิตรถยนต์จะต้องพัฒนาระบบการติดตามสถานการณ์ในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง เพื่อรับรู้ถึงปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนและสามารถปรับเปลี่ยนแผนการผลิตได้ทันท่วงที

2) ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ผลิต Semiconductor จะต้องหารือร่วมกันถึงการบริหารอุปสงค์ และอุปทาน ของ Semiconductor เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของทุกส่วน

3) ผู้ผลิตรถยนต์อาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้ Semiconductor ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง แต่อาจจะต้องมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้น หรือ Semiconductor จากอุตสาหกรรมอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น มาตรการระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดสถานการณ์การขาดแคลน Semiconductor อีกในอนาคต

4) ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วน ต้องปรับเปลี่ยนสัญญาการจัดซื้อใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลน Semiconductor ลง เช่น การันตรีปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ เป็นต้น

5) ผู้ผลิตรถยนต์ควรมีแผนบริหารความเสี่ยงทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมไปถึงการชักจูงให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานดำเนินการตามแผน และจัดทำแผนของตนเองด้วย

6) ผู้ผลิตรถยนต์อาจต้องพิจารณาลงทุนในบริษัทผู้ผลิต Semiconductor เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งสามารถทำให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถจัดซื้อ Semiconductor ที่มีต้นทุนต่ำกว่าเดิมได้ รวมถึงสามารถรับประกันอุปทานของ Semiconductor ซึ่งจะกลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขัน และอำนาจในการต่อรองในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลหลายประเทศตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลน Semiconductor ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายสาขา และเริ่มดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้แทนจากบริษัทผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาสภาวะขาดแคลน Semiconductor โดยคณะทำงานจะต้องพิจารณาแผนการผลิตและจัดซื้อ Semiconductor เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลน Semiconductor ในระยะสั้น รวมไปถึงหารือเพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐบาลกลางเร่งศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการขาดแคล Semiconductor ในระยะสั้น โดยประเมินห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่มีความต้องการ Semiconductor และอยู่ในขั้นวิกฤต และจัดทำแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอีกในอนาคต ในขณะที่สมาคมอุตสาหกรรม Semiconductor เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการด้านภาษีและสนับสนุนด้านเงินทุนให้แก่ผู้ผลิต Semiconductor

สำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลประกาศแผน “K-Semiconductor Strategy” เพื่อส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมผลิต Semiconductor มูลค่ากว่า 452,000 เหรียญสหรัฐ จนถึงปี ค.ศ. 2030 โดยจะดำเนินมาตรการด้านต่าง ๆ อาทิ มาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการทางด้านการเงิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคง และลดการพึ่งพิง Semiconductor จากต่างประเทศ สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้พิจารณาเห็นชอบการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมผลิต Silicon Wafer ผลิต Semiconductor และผลิต Printed Circuit Board Assembly เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการของตลาดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ต้องการเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น และต้องใช้เงินลงทุนสูง โดย อุตสาหกรรมผลิต Silicon Wafer จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี จากเดิมสูงสุด 8 ปี ในส่วนของอุตสาหกรรมผลิต Semiconductor จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี จากเดิม 5 ปี แต่ต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 1,500 ล้านบาท ในขณะที่อุตสาหกรรมผลิต Printed Circuit Board Assembly จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี จากเดิม 3 ปี เช่นเดียวกัน แต่ต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัญหาการขาดแคลน Semiconductor ไม่ได้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์เพียงเท่านั้น เนื่องจากการพัฒนาทาง Technology และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการ Semiconductor เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่ากำลังการผลิตในปัจจุบัน โดยทั้งภาครัฐและเอกชนของหลายประเทศพยายามแก้ปัญหา ผ่านการบริหารจัดการกระบวนการจัดซื้อและห่วงโซ่อุปทาน รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่อย่างไรก็ดีการลงทุนตั้งโรงงาน่ใหม่จำเป็นต้องใช้เวลา ซึ่งอาจจะยังส่งผลให้ปัญหาการขาดแคลน Semiconductor ยังคงดำเนินต่อไปในช่วงระยะเวลา 1 – 2 ปี

Recent posts

error: Content is protected !!